วันพุธที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562

บทที่ 8 ระบบสารสนเทศสำหรับความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์



สรุป ระบบสารสนเทศสำหรับความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์


พื้นฐานความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ (Fundamentals of Strategic Advantage)
เทคโนโลยีสารสนเทศได้กลายเป็นความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ จงเชื่อมั่นและใช้งานมัน ไม่เช่นนั้น คุณอาจกลายเป็นจุดเล็กๆ ในประวัติศาสตร์’
ด้วยคำกล่าวของ James Champy ผู้เป็นหนึ่งในการปฏิวัติการปรับรื้อกระบวนการ (Reengineering Revolution) ในยุค 1990 ที่มองเทคโนโลยีสารสนเทศว่าเป็นสิ่งช่วยทำงานหรือช่วยตัดสินใจในการบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถเปลี่ยนวิธีการแข่งขันทางธุรกิจได้อีกด้วย
นวคิดกลยุทธ์ทางการแข่งขัน (Competitive Strategy Concepts)

บทบาททางกลยุทธ์ของระบบสารสนเทศ จะเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และความสามารถที่ทำให้เกิดความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์แก่บริษัทท่ามกลางแรงกดดันทางการแข่งขันที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ทุกวันในตลาดการค้าโลก สิ่งนี้ก่อให้เกิดระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์ (Strategic Information Systems) ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยเหลือหรือกำหนดตำแหน่งการแข่งขันในตลาดและกำหนดกลยุทธ์ของกิจการ ดังนั้น ระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์สามารถเป็นระบบสารสนเทศชนิดใดก็ได้ (TPS, MIS, DSS etc.) ที่ช่วยให้องค์กรได้เปรียบในการแข่งขัน ลดความเสียเปรียบทางการแข่งขัน หรือค้นพบเป้าหมายกลยุทธ์ทางธุรกิจอื่นๆ

ผู้ใช้งานระดับบริหารควรคำนึงถึงกลยุทธ์การแข่งขันอย่างไร กลยุทธ์ทางการแข่งขันจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับระบบสารสนเทศในองค์กรได้อย่างไร กรอบแนวคิดสำหรับการทำความเข้าใจและการประยุกต์ใช้กลยุทธ์ทางการแข่งขันหลายๆกรอบได้ถูกพัฒนาโดย Michael Porter, Charles Wiseman และคนอื่นๆ ในรูปที่ 12.2 ได้อธิบายแนวความคิดสำคัญไว้หลายแนวด้วยกัน บริษัทจะสามารถอยู่รอดและประสบความสำเร็จในระยะยาว หากสามารถพัฒนากลยุทธ์ที่จะใช้รับมือกับแรงกดดัน 5 อย่างในการแข่งขัน (Competitive Forces) ที่กำหนดโครงสร้างทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมนั้นๆ แรงกดดันเหล่านี้ได้แก่ 1) การต่อสู้แข่งขันภายในวงการอุตสาหกรรม 2) การคุกคามของผู้แข่งขันใหม่ 3) การคุกคามของสินค้าและบริการที่เข้ามาทดแทน 4) อำนาจการต่อรองของลูกค้า และ 5) อำนาจการต่อรองของผู้จัดหาสินค้า (Suppliers)

กลยุทธ์ทางการแข่งขันที่สามารถนำมาพัฒนาเพื่อช่วยให้บริษัทรับมือกับแรงกดดันเหล่านั้น เช่น ผู้ทำธุรกิจอาจพยายามที่จะตอบโต้อำนาจการต่อรองจากลูกค้าและผู้จัดหาสินค้าของตนโดยการพัฒนาความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับลูกค้าและผู้จัดหาสินค้าเหล่านั้น ซึ่งจะช่วยควบคุมลูกค้าและผู้จัดหาสินค้าได้อย่างดี



รูปที่ 12.2 สภาพการแข่งขันทางอุตสาหกรรม ให้สังเกตแรงกดดันที่กำหนดผลกำไรและการอยู่รอดของบริษัทในวงการอุตสาหกรรมนั้น





รูปที่ 12.3 ธุรกิจสามารถพัฒนากลยุทธ์การแข่งขัน เพื่อรับมือกับแรงกดดันของการแข่งขันในตลาด

อีกทางหนึ่งของการรับมือกับการคุกคามของแรงแข่งขันที่เข้ามา คือ การสร้างกลยุทธ์ทางการแข่งขันพื้นฐาน 5 อย่าง ตามที่ได้แสดงไว้ใน รูปที่ 12.3 ดังนี้

1. กลยุทธ์การเป็นผู้นำด้านราคา (Cost Leadership Strategy) การพัฒนาหนทางที่จะกลายเป็นผู้ผลิตสินค้าและบริการราคาย่อมเยาในวงการ อีกทั้งหาช่องทางช่วยเหลือผู้จัดหาสินค้าหรือลูกค้าของบริษัทในการลดต้นทุนหรือเพื่อเพิ่มต้นทุนของคู่แข่ง

2. กลยุทธ์ความแตกต่าง (Differentiation Strategy) การพัฒนาหนทางที่จะสร้างสินค้าหรือบริการของตนให้มีความแตกต่างไปจากคู่แข่งหรือลดความได้เปรียบเรื่องความแตกต่างของคู่แข่ง ทำให้บริษัทสามารถมุ่งความสนใจไปที่สินค้าหรือบริการของตนเพื่อให้เกิดความได้เปรียบในตลาด

3. กลยุทธ์นวัตกรรม (Innovation Strategy) การค้นหาหนทางใหม่ๆในการทำธุรกิจ สิ่งนี้อาจเกี่ยวเนื่องให้เกิดพัฒนาการของสินค้าและบริการ หรืออาจทำให้เกิดการบุกตลาดที่เป็นเอกเทศ (Unique Markets) หรือมีโอกาสที่ดีทางการตลาด (Market Niches) เกี่ยวเนื่องถึงการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อกระบวนการการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าหรือบริการ

4. กลยุทธ์ความเจริญเติบโต (Growth Strategy) คือ การขยายกำลังการผลิตสินค้าและบริการอย่างกว้างขวางขึ้น การขยายตลาดออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ การสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆที่หลากหลาย หรือการรวมสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกันเข้าด้วยกัน

5. กลยุทธ์สร้างพันธมิตร (Alliance Strategy) คือ การสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับพันธมิตรทางธุรกิจกับลูกค้า ผู้จัดหาสินค้า คู่แข่ง ที่ปรึกษา และบริษัทอื่นๆ ความเชื่อมโยงเหล่านี้อาจรวมถึงการรวมกิจการ การซื้อกิจการ การร่วมลงทุน การสร้าง “ บริษัทเสมือน” (Virtual Companies) หรือการทำการตลาด การผลิต หรือการทำข้อตกลงลำเลียงสินค้าระหว่างหน่วยธุรกิจกับหุ้นส่วนทางการค้า

- บทบาททางกลยุทธ์สำหรับระบบสารสนเทศ (Strategic Roles for Information Systems)
แนวคิดกลยุทธ์ของการแข่งขันสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับบทบาททางกลยุทธ์สำหรับระบบสารสนเทศได้อย่างไร หรือผู้จัดการสามารถส่งเสริมกลยุทธ์ทางการแข่งขันของบริษัทโดยใช้การลงทุนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology : IT) ได้อย่างไร คำถามเหล่านี้ สามารถตอบได้ในเชิงบทบาททางกลยุทธ์ที่สำคัญซึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศมีต่อบริษัท รูปที่ 12.4 สรุปเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศถูกนำไปใช้เพื่อสร้างกลยุทธ์ทางการแข่งขันได้อย่างไรบ้าง

สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่หมายถึงกลยุทธ์ทางการแข่งขันพื้นฐาน 5 อย่างเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหนทางอื่นที่บริษัทจะสามารถนำกลยุทธ์ทางระบบสารสนเทศมาใช้ให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขัน สำหรับรูปที่ 12.5 แสดงตัวอย่างของบริษัทหลายๆแห่งที่ได้ใช้กลวิธีทางระบบสารสนเทศ
การส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ (Promoting Business Innovation)

การลงทุนทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถให้ผลดีในการพัฒนาสินค้าและบริการหรือขั้นตอนการทำงานที่มีเอกภาพ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเสริมสร้างให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และทำให้บริษัทสามารถขยายตัวออกไปสู่ตลาดใหม่ หรือก้าวไปสู่ส่วนอื่นๆในตลาด

ตัวอย่าง : Citibank and ATMs จากการที่เป็นรายแรกที่ติดตั้งตู้ ATMs ซิตี้แบงค์และธนาคารใหญ่ๆอีกหลายแห่งเกิดความได้เปรียบทางกลยุทธ์เหนือคู่แข่ง ATMs ดึงดูดใจลูกค้าจากสถาบันการเงินอื่นๆ จากการตัดต้นทุนที่เกี่ยวกับการให้บริการและเพิ่มความสะดวกสบายในการให้บริการนั่นเอง ATM ยังเป็นตัวอย่างของการทำให้เกิดความแตกต่างในผลิตภัณฑ์ นับตั้งแต่ธนาคารให้บริการในรูปแบบใหม่ๆขึ้นมา ATM กระตุ้นให้ต้นทุนของการแข่งขันเพิ่มขึ้น ซึ่งผลักดันให้ธนาคารขนาดเล็กที่ไม่มีทุนในการลงทุนติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้มารวมกับธนาคารขนาดใหญ่กว่า ATM เป็นตัวแทนของรูปแบบการให้บริการทางธนาคารแบบใหม่ ที่น่าสนใจและสร้างความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า ดังนั้น เทคโนโลยีระบบสารสนเทศได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนากลยุทธ์กระบวนการการให้บริการแก่ธนาคาร

การควบคุมลูกค้าและผู้จัดหาสินค้า (Locking in Customers and Suppliers)

การลงทุนในเทคโนโลยีระบบสารสนเทศยังทำให้ธุรกิจสามารถควบคุมลูกค้าและผู้จัดหาสินค้า ให้มาทำธุรกิจด้วยกัน (และกันให้คู่แข่งอื่นๆออกไป) โดยการสร้างความสัมพันธ์ที่มีค่ากับลูกค้าและผู้จัดหาสินค้าเหล่านั้น มุ่งเน้นที่การปรับปรุงคุณภาพการให้บริการแก่ลูกค้าและผู้จัดหาสินค้า ในด้านการกระจายสินค้า การตลาด การขาย และกิจกรรมการให้บริการต่างๆ และทำให้ธุรกิจได้ก้าวไปสู่การใช้ประโยชน์แนวใหม่ของเทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น

ตัวอย่าง : Wal-Mart and Others Wal-Mart ได้สร้างเครือข่ายสื่อสารผ่านดาวเทียมที่เชื่อมโยงทุกร้านเข้าด้วยกัน เครือข่ายดังกล่าวถูกออกแบบให้ ผู้จัดการ ผู้จัดซื้อ และฝ่ายขาย ได้รับข้อมูลการขาย การส่งสินค้าทางทะเล คลังสินค้า และการบริการจัดการร้านค้าที่ทันสมัยอยู่เสมอ จากนั้น บริษัทก็เริ่มใช้ประโยชน์ของระบบสารสนเทศในการเสนอสินค้าและบริการที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้น เป็นการทำให้ตนเองแตกต่างไปจากคู่แข่งในได้ที่สุด

Wal-Mart เริ่มขยายเครือข่ายของตนไปสู่ลูกค้าและผู้จัดหาสินค้า เพื่อสร้างความสัมพันธ์แบบใหม่ที่จะช่วยให้ลูกค้าและผู้จัดหาสินค้าเหล่านั้นให้อยู่กับบริษัท สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดระบบสารสนเทศระหว่างองค์กร (Interorganizational Information Systems) ซึ่งอินเทอร์เน็ต เอ็กซ์ทราเน็ต และเครือข่ายอื่นๆเชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์ของธุรกิจเข้ากับลูกค้าและผู้จัดหาสินค้า ซึ่งให้ผลตอบแทนเป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนใหม่ๆทางธุรกิจ การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Interchange : EDI) เชื่อมต่อระหว่างหน่วยธุรกิจกับผู้จัดหาสินค้า การเชื่อมต่อที่แข็งแกร่งถูกสร้างขึ้นโดยระบบบริหารคลังสินค้าอัตโนมัติ อย่างเช่นที่ใช้กันระหว่าง Wal-Mart และ Procter&Gamble ในระบบดังกล่าว Procter&Gamble จะเติมสินค้าของตนให้แก่ Wal-Mart โดยอัตโนมัติ

การสร้างกลไกต้นทุนการเปลี่ยนแปลง (Creating Switching Costs )

สิ่งที่เน้นหนักในกลยุทธ์ทางระบบสารสนเทศ คือ การหาหนทางสร้างกลไกต้นทุนการเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับลูกค้าและผู้จัดหาสินค้า นั่นคือ การลงทุนทางด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอันทำให้ลูกค้าและผู้จัดหาสินค้า ต้องพึ่งพาระบบสารสนเทศแบบใหม่ที่เอื้อประโยชน์ทางข้อมูลระหว่างกันและกัน ดังนั้น หน่วยงานเหล่านั้น จะเกิดความลังเลใจที่จะเสียทั้งเวลา ค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมถึงความพยายามและความไม่สะดวกสบายในการเปลี่ยนไปอยู่กับบริษัทคู่แข่ง

ตัวอย่าง: SABRE และ APOLLO ที่รู้จักกันดีอีกตัวอย่างหนึ่ง คือ ระบบการสำรองที่นั่งด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เช่น ระบบ SABRE ของ AMR Corporation (American Airlines) และ ระบบ APOLLO ของ COVIA (United Airlines) ที่ใช้กับบริษัทตัวแทนการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ เมื่อตัวแทนการท่องเที่ยวได้ลงทุนติดตั้งระบบเชื่อมต่อระหว่างองค์กรที่มีมูลค่าสูงนี้แล้ว รวมถึงได้รับการฝึกสอนวิธีการใช้เรียบร้อยแล้ว ตัวแทนท่องเที่ยวเหล่านั้นก็จะลังเลที่จะเปลี่ยนไปใช้ระบบการสำรองที่นั่งระบบอื่น ดังนั้น สิ่งที่ดูเหมือนจะสะดวกสบายกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า จึงกลายมาเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้เกิดความได้เปรียบเหนือกว่าผู้แข่งขัน

การเพิ่มอุปสรรคของการเข้าสู่วงการ (Raising Barrier to Entry)

บริษัทสามารถสร้างอุปสรรคในการเข้าสู่วงการอุตสาหกรรมของตน โดยการลงทุนในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อปรับปรุงการทำงานหรือส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้บริษัทอื่นเกิดความท้อถอยหรือเกิดความล่าช้าที่จะเข้ามาเป็นคู่แข่งในวงการ

ตัวอย่าง : Merrill Lynch การบริหารจัดการบัญชีเงินสดของบริษัท Merrill Lynch เป็นตัวอย่างที่รู้จักกันดี บริษัทนี้กลายเป็นนายหน้าหลักทรัพย์รายแรกที่เสนอสินเชื่อ บัตรเครดิต และการลงทุนแบบอัตโนมัติในตลาดลงทุนในบัญชีเพียงบัญชีเดียว ซึ่งสิ่งนี้ทำได้โดยการลงทุนก้อนใหญ่ทางเทคโนโลยีสารสนเทศ พร้อมๆกับการร่วมเป็นพันธมิตรกับ BancOne การลงทุนดังกล่าวทำให้บริษัทมีความได้เปรียบทางการแข่งขันหลายปีก่อนที่คู่แข่งจะสามารถพัฒนาขีดความสามารถทาง IT และเสนอบริการที่คล้ายคลึงกันนี้ได้ ดังนั้น การลงทุนอย่างมหาศาลในด้านระบบข้อมูลทางคอมพิวเตอร์สามารถเพิ่มผลประโยชน์ให้แก่ผู้ลงทุนทั้งปัจจุบันและอนาคต

การยกระดับฐานงานเทคโนโลยีสารสนเทศเชิงกลยุทธ์ (Leveraging a Strategic IT Platform)

การลงทุนในเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้บริษัทสามารถสร้างกลยุทธ์รองรับฐานงานเทคโนโลยีสารสนเทศ (Strategic IT Platform) ซึ่งจะทำให้บริษัทมีโอกาสได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของการปฏิบัติงาน ความได้เปรียบดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่บริษัทลงทุนติดตั้งระบบข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ในขั้นสูงยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อ

ปรับปรุงประสิทธิภาพของขั้นตอนการทำธุรกิจของตน

ตัวอย่างที่รู้จักกันดี คือ การพัฒนาการให้บริการทางไกลของธนาคารโดยใช้เครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ (Automatic Teller Machines) ประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศทางธุรกิจด้านนี้เป็นพื้นฐานของการยกระดับความรู้ความชำนาญในเรื่องเครือข่ายการเชื่อมต่อของแต่ละสาขา

การพัฒนาฐานข้อมูลทางด้านกลยุทธ์( Developing a Strategic Information Base)

ระบบสารสนเทศทำให้บริษัทสามารถพัฒนาฐานข้อมูลทางด้านกลยุทธ์ ซึ่งจะเป็นแหล่งข้อมูลที่จะช่วยสนับสนุนกลยุทธ์การแข่งขันของบริษัท ข้อมูลในฐานข้อมูลของบริษัทนับเป็นสินทรัพย์ที่มีค่ายิ่งที่จะส่งเสริมการทำงานและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพของบริษัท อย่างไรก็ดี ข้อมูลที่เกี่ยวกับการทำงานของบริษัท ลูกค้าผู้จัดหาสินค้า และคู่แข่ง รวมทั้งข้อมูลทางเศรษฐกิจและประชากรศาสตร์ที่เก็บรักษาไว้ในคลังหรือโกดังข้อมูล (Data Warehouse) ในตลาดข้อมูล (Data Marts) และฐานข้อมูลอื่นๆของบริษัท ในตอนนี้ถูกมองว่าเป็นทรัพยากรทางกลยุทธ์ นั่นคือ ข้อมูลเหล่านี้ถูกใช้ประโยชน์ในการวางแผนกลยุทธ์ วางแผนการตลาด และการริเริ่มอื่นๆ เช่นเดียวกันกับ ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการทำงานที่ดี (Best Business Practices) และความรู้ทางธุรกิจอื่นๆที่เก็บไว้ในอินทราเน็ต ซึ่งก็คือ ฐานองค์ความรู้ทางกลยุทธ์ (Strategic Knowledge Base)

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจหลายแห่งกำลังใช้ขุมข้อมูลหรือเหมืองข้อมูล (Data Mining) และกระบวนการวิเคราะห์ออนไลน์ (Online Analytical Processing) เพื่อช่วยเหลือในการออกแบบการส่งเสริมทางการตลาด (Marketing Campaigns) เพื่อขายผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ให้แก่กลุ่มลูกค้า เช่น เมื่อคุณได้เป็นลูกค้าของบริษัทย่อยของ American Express คุณจะกลายเป็นเป้าหมายสำหรับการส่งเสริมทางการตลาดของบริษัทไปด้วย ซึ่งมาจากฐานข้อมูลทางกลยุทธ์ของ American Express อันเป็นหนทางที่บริษัทจะสามารถยกระดับการลงทุนทางการค้าขายทางอิเล็กทรอนิกส์ ขั้นตอนการทำธุรกิจ และรวมถึงระบบการบริหารลูกค้า โดยเชื่อมต่อฐานข้อมูลของบริษัทเข้ากับระบบการวางแผนกลยุทธ์และระบบการตลาด ด้วยกลยุทธ์นี้จะช่วยบริษัทให้สร้างแคมเปญการตลาดที่ดีสำหรับสินค้าและบริการใหม่ สร้างอุปสรรคสำหรับขัดขวางการเข้ามาของคู่แข่ง และช่วยให้พบหนทางในการเก็บรักษาลูกค้า และผู้จัดหาสินค้า






การทำลายอุปสรรคทางธุรกิจ ( Breaking Business Barriers)
รูปที่ 12.7 อธิบายขอบเขตความสามารถที่สำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งจะทำลายอุปสรรคต่างๆ และนำไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจ ความสามารถที่สำคัญ 2 ประการของเทคโนโลยีสารสนเทศที่เห็นเด่นชัด ข้อแรก คือ คอมพิวเตอร์และเครือข่ายการสื่อสารระยะไกลสามารถทำลายอุปสรรคทางด้านเวลา การสื่อสารระยะไกลเป็นรูปแบบการสื่อสารที่มีความเร็วมากกว่าการสื่อสารในรูปแบบอื่นๆ ข้อสอง คอมพิวเตอร์และเครือข่ายการสื่อสารระยะไกลสามารถทำลายอุปสรรคทางด้านระยะทาง เช่น อินเทอร์เน็ตสามารถทำให้การติดต่อสื่อสารกับผู้คนในเกือบทุกส่วนของโลกได้ราวกับว่าได้อยู่กับคนเหล่านั้นจริง

ความสามารถของเทคโนโลยีสารสนเทศอีก 2 ประการที่เห็นเด่นชัดนัก ข้อแรก คือ เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถทำลายอุปสรรคทางด้านต้นทุน บ่อยครั้งที่คอมพิวเตอร์และเครือข่ายการสื่อสารระยะไกลสามารถลดต้นทุนการทำงานได้อย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการประเมินผลข้อมูลและการติดต่อสื่อสารแบบอื่นๆ ข้อสอง เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถทำลายอุปสรรคทางด้านโครงสร้าง คอมพิวเตอร์และเครือข่ายการสื่อสารระยะไกลสามารถช่วยให้หน่วยธุรกิจพัฒนากลยุทธ์ทางความสัมพันธ์ โดยติดตั้งการเชื่อมต่อทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างบริษัทกับลูกค้า ผู้จัดหาสินค้า และองค์กรธุรกิจอื่นๆ

การทำลายอุปสรรคทางด้านเวลา (Breaking Time Barriers)
เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถลดระยะเวลาระหว่างขั้นตอนสำคัญขณะที่ติดต่อดำเนินธุรกิจได้อย่างไร การมุ่งความสนใจเกี่ยวกับการลดระยะเวลาและการทำงานที่รวดเร็วฉับไว จุดมุ่งหมาย คือ การทำให้ระยะเวลา

การตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าสั้นลง และลดการลงทุนด้านการเก็บกักสินค้าให้เหลือน้อยที่สุด

ผู้ผลิตที่ส่งสินค้าและบริการได้ในระยะเวลาที่รวดเร็วกว่าคู่แข่ง จะมีความได้เปรียบทางกลยุทธ์ การทำงานในเวลาอันรวดเร็ว หมายถึง ไม่มีความล่าช้าระหว่างการแยกแยะและการตอบสนองความต้องการ

ประโยชน์ที่สำคัญของการใช้งาน IT ในการทำงานหลักทำให้บริษัทก้าวไปสู่การทำงานใดๆ ที่ทันท่วงที (Just-in-time) อย่างเรื่องคลังสินค้า การขาย การกำหนดตารางหรือการรายงานผล การลดเวลาและการลดการเก็บกักสินค้า เป็นหนึ่งในสิ่งจำเป็นของการทำธุรกิจแนวใหม่

ความสำเร็จในเชิงกลยุทธ์ที่ยั่งยืน (Sustaining Strategic Success)

รูปที่ 12.34 อธิบายปัจจัยส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เกิดความสำเร็จ และคงความสามารถของระบบสารสนเทศในเชิงกลยุทธ์ไว้ การคงไว้ซึ่งความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเชิงกลยุทธ์อาศัยปัจจัย 3 ส่วนด้วยกัน
1. สภาพแวดล้อม (Environment) ปัจจัยที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม คือ โครงสร้างของอุตสาหกรรม เช่น สภาวะตลาดที่มีผู้ขายน้อย (Oligopolistic) หรือไม่ (หมายความว่า เป็นโครงสร้างปิดที่มีผู้ขายหลักๆ จำนวนไม่มากนักหรือเป็นโครงสร้างเปิดกว้างที่มีการแข่งขันเป็นแบ่งเป็นระดับ) กฎเกณฑ์ข้อบังคับทางการแข่งขันและสถานการณ์ที่มีลักษณะเฉพาะ ล้วนเป็นปัจจัยทางสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวกับสภาพการเมือง และกฎหมายบังคับต่างๆ ที่กำหนดในเรื่องการเปิดกว้างทางการแข่งขัน เช่น กฎหมายต่อต้านการผูกขาดทางธุรกิจ (Antitrust Laws) กฎหมายสิทธิบัตร (Patents) และ การแทรกแซงของรัฐบาล

2. ปัจจัยพื้นฐาน (Foundation Factors) ตำแหน่งเฉพาะในวงการอุตสาหกรรม (Unique Industry Position) โครงสร้างองค์กร พันธมิตร สินทรัพย์ ทรัพยากรทางเทคโนโลยี และทรัพยากรความรู้ ล้วนเป็นปัจจัยพื้นฐานที่เอื้อให้เกิดความได้เปรียบในตลาด หากบริษัทได้พัฒนาการใช้ประโยชน์จาก IT ในเชิงกลยุทธ์แล้ว บริษัทนั้นก็จะมีส่วนที่ช่วยให้เกิดชัยชนะ สำหรับความสำเร็จทางกลยุทธ์ในการทำงาน

3. การทำการบริหารและกลยุทธ์ (Management Actions and Strategies ) ไม่มีปัจจัยใดที่จะสามารถรับประกันความสำเร็จได้ หากผู้บริหารของบริษัทไม่พัฒนาและริเริ่มให้เกิดการกระทำและกลยุทธ์ที่นำไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งจะกำหนดรูปแบบว่าเทคโนโลยีสารสนเทศจะถูกนำไปประยุกต์ใช้จริงๆได้อย่างไรในตลาด ตัวอย่างเช่น 1) เข้าครอบครองตลาดก่อน โดยเป็นผู้เริ่มหรือมุ่งหน้าใช้ประโยชน์ของ IT ในทางธุรกิจก่อนผู้อื่น 2) สร้างกลวิธีทางราคาและอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง 3) บริหารจัดการความรู้และการเรียนรู้ขององค์กร 4) พัฒนากลยุทธ์เพื่อการตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้จัดหาสินค้าได้อย่างรวดเร็ว และยังสามารถก้าวทันความเคลื่อนไหวของคู่แข่ง และ 5) บริหารความเสี่ยงทางธุรกิจที่มีอยู่แล้วในการริเริ่มกลยุทธ์ทาง IT


ที่มา 
http://ariya420.blogspot.com/p/blog-page.html






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แบบทดสอบบทที่ 8

แบบทดสอบบทที่ 8   https://forms.gle/C4qPsHC3Sw1bh9bt7 ที่มา http://ariya420.blogspot.com/p/blog-page_20.html