วันพุธที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562

แบบทดสอบบทที่ 8





แบบทดสอบบทที่ 8 


https://forms.gle/C4qPsHC3Sw1bh9bt7


ที่มา

http://ariya420.blogspot.com/p/blog-page_20.html

กรณีศึกษา บทที่ 8

กรณีศึกษาบทที่ 8  กับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศร่วมกันเพื่อความได้เปรียบในการแข่งขัน          
1. อะไรคือความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ GATX ได้รับจากการพัฒนา ERP ซอฟต์แวร์ให้เข้ากับความต้องการ
ตอบ  GATX ตัดสินใจสร้างงาน (Function) หนึ่งขึ้นมา ซึ่งไม่มีในซอฟต์แวร์ SAP R/3 Enterprise Resource Planning (ERP) ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้กระบวนการต่างๆในการดำเนินธุรกิจทำได้โดยอัตโนมัติ  

ที่มา
http://kannipa1159.blogspot.com/2018/10/8.html

แบบฝึกหัดบทที่ 8



แบบฝึกหัดบทที่ 8 


1. ถ้านักศึกษาเป็นผู้บริหารในองค์กรจะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเป็นประโยชน์ในการแข่งขันด้านการตลาดของตนอย่างไรและมีข้อสังเกตอย่างไรกับการทำธุรกิจในปัจจุบัน
ตอบ ระบบสารสนเทศสำหรับการส่งเสริมการขาย เป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับแผนงานทางด้านการโฆษณาและส่งเสริมการขายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการขาย เพิ่มยอดขายสินค้าและเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดให้สูงขึ้น

2. กลยุทธ์บทบาทของระบบสารสนเทศอะไรที่จะนำมาช่วยในกระบวนการปรับรื้อระบบและการจัดการคุณภาพ
ตอบ กลยุทธ์ด้านความรวดเร็วความสามารถในการประมวลผลข้อมูลและการเชื่อมต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์

3. จงยกตัวอย่าง บริษัทที่ประสบความสำเร็จจากการใช้กระบวนการปรับรื้อทางธุรกิจ
ตอบ บริษัท Uarco,Inc. กระการปรับรื้อระบบธุรกิจของ Uarco ทำให้หน่วยบริการลูกค้าสามารถรับผิดชอบการเสนอราคาต่อลูกค้าและการส่งสินค้าได้เอง ดังนั้นพนักงานจึงมีเวลาในการขายได้อย่างเต็มที่ Uarco ประมาณการว่าผลกำไรสุทธิในแต่ละปีจะเพิ่มขึ้นถึง 25 เหรียญสหรัฐ อันเนื่องมาจากการปรับรื้อกระบวนการทางธุรกิจนี้

4. จงยกตัวอย่างความสำเร็จของระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์
ตอบ บริษัท DEC ปัจจุเป็นบริษัทลูกที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตในปริมาณที่มาก รวมการรับส่งไปรษณ์อิเล็กทรอนิกส์วันละหลายพันข้อความและเสนอข้อความทางสื่อประสมกับข้อมูลของผลิตภัณฑ์บนแม่ข่ายเว็บ เป็นต้น สิ่งนี้เป็นผลให้บริษัทขายคอมพิวเตอร์ Alpha ได้มากกว่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐ

5. จงยกตัวอย่างความล้มเหลวของระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์
ตอบ บริษัท Chase Manhattan   สูญเสียผลกำไรและส่วนแบ่งทางการตลาดหลังจากความเพียรพยายามที่จะใช้ประโยชน์ IT ในเชิงกลยุทธ์ทางเทคโนโลยี

6. จงอธิบายถึงประโยชน์ของบริษัทเสมือน
ตอบ ประโยชน์ของบริษัทเสมือนจริงได้แก่
        1. องค์กร
        2. ผลผลิต
        3. คนทำงาน
       4. ระยะทาง
       5. สถานที่ตั้ง
องค์กรเป็นที่รู้จักปรับตัวและรู้จักช่วยโอกาสสร้างสินค้าที่ตอบสนองลูกค้าได้อย่างตรงไปตรงมาและเป็นที่ยอมรับในเชิงธุรกิจด้วยกันทั้งสองฝ่าย

7. เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเป็นกลยุทธ์ในการทำธุรกิจซึ่งสามารถประสานงานระหว่างลูกค้าร้านค้าและอื่นๆ ได้อย่างไร
ตอบ ระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นใช้งานด้านการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนการขายสินค้าการบริการหลังการขายตลอดจนประวัติการติดต่อกับลูกค้าและมุ่งหวังที่จะใช้ระบบข้อมูลเพื่อสนับสนุนงานบริการให้ลูกค้ามีความพึงพอใจสูงสุดและกลับมาซื้อซ้ำในอนาคตเพื่อสร้างยอดขายที่เพิ่มขึ้นแก่ธุรกิจ

ที่มา 






บทที่ 8 ระบบสารสนเทศสำหรับความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์



สรุป ระบบสารสนเทศสำหรับความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์


พื้นฐานความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ (Fundamentals of Strategic Advantage)
เทคโนโลยีสารสนเทศได้กลายเป็นความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ จงเชื่อมั่นและใช้งานมัน ไม่เช่นนั้น คุณอาจกลายเป็นจุดเล็กๆ ในประวัติศาสตร์’
ด้วยคำกล่าวของ James Champy ผู้เป็นหนึ่งในการปฏิวัติการปรับรื้อกระบวนการ (Reengineering Revolution) ในยุค 1990 ที่มองเทคโนโลยีสารสนเทศว่าเป็นสิ่งช่วยทำงานหรือช่วยตัดสินใจในการบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถเปลี่ยนวิธีการแข่งขันทางธุรกิจได้อีกด้วย
นวคิดกลยุทธ์ทางการแข่งขัน (Competitive Strategy Concepts)

บทบาททางกลยุทธ์ของระบบสารสนเทศ จะเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และความสามารถที่ทำให้เกิดความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์แก่บริษัทท่ามกลางแรงกดดันทางการแข่งขันที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ทุกวันในตลาดการค้าโลก สิ่งนี้ก่อให้เกิดระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์ (Strategic Information Systems) ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยเหลือหรือกำหนดตำแหน่งการแข่งขันในตลาดและกำหนดกลยุทธ์ของกิจการ ดังนั้น ระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์สามารถเป็นระบบสารสนเทศชนิดใดก็ได้ (TPS, MIS, DSS etc.) ที่ช่วยให้องค์กรได้เปรียบในการแข่งขัน ลดความเสียเปรียบทางการแข่งขัน หรือค้นพบเป้าหมายกลยุทธ์ทางธุรกิจอื่นๆ

ผู้ใช้งานระดับบริหารควรคำนึงถึงกลยุทธ์การแข่งขันอย่างไร กลยุทธ์ทางการแข่งขันจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับระบบสารสนเทศในองค์กรได้อย่างไร กรอบแนวคิดสำหรับการทำความเข้าใจและการประยุกต์ใช้กลยุทธ์ทางการแข่งขันหลายๆกรอบได้ถูกพัฒนาโดย Michael Porter, Charles Wiseman และคนอื่นๆ ในรูปที่ 12.2 ได้อธิบายแนวความคิดสำคัญไว้หลายแนวด้วยกัน บริษัทจะสามารถอยู่รอดและประสบความสำเร็จในระยะยาว หากสามารถพัฒนากลยุทธ์ที่จะใช้รับมือกับแรงกดดัน 5 อย่างในการแข่งขัน (Competitive Forces) ที่กำหนดโครงสร้างทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมนั้นๆ แรงกดดันเหล่านี้ได้แก่ 1) การต่อสู้แข่งขันภายในวงการอุตสาหกรรม 2) การคุกคามของผู้แข่งขันใหม่ 3) การคุกคามของสินค้าและบริการที่เข้ามาทดแทน 4) อำนาจการต่อรองของลูกค้า และ 5) อำนาจการต่อรองของผู้จัดหาสินค้า (Suppliers)

กลยุทธ์ทางการแข่งขันที่สามารถนำมาพัฒนาเพื่อช่วยให้บริษัทรับมือกับแรงกดดันเหล่านั้น เช่น ผู้ทำธุรกิจอาจพยายามที่จะตอบโต้อำนาจการต่อรองจากลูกค้าและผู้จัดหาสินค้าของตนโดยการพัฒนาความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับลูกค้าและผู้จัดหาสินค้าเหล่านั้น ซึ่งจะช่วยควบคุมลูกค้าและผู้จัดหาสินค้าได้อย่างดี



รูปที่ 12.2 สภาพการแข่งขันทางอุตสาหกรรม ให้สังเกตแรงกดดันที่กำหนดผลกำไรและการอยู่รอดของบริษัทในวงการอุตสาหกรรมนั้น





รูปที่ 12.3 ธุรกิจสามารถพัฒนากลยุทธ์การแข่งขัน เพื่อรับมือกับแรงกดดันของการแข่งขันในตลาด

อีกทางหนึ่งของการรับมือกับการคุกคามของแรงแข่งขันที่เข้ามา คือ การสร้างกลยุทธ์ทางการแข่งขันพื้นฐาน 5 อย่าง ตามที่ได้แสดงไว้ใน รูปที่ 12.3 ดังนี้

1. กลยุทธ์การเป็นผู้นำด้านราคา (Cost Leadership Strategy) การพัฒนาหนทางที่จะกลายเป็นผู้ผลิตสินค้าและบริการราคาย่อมเยาในวงการ อีกทั้งหาช่องทางช่วยเหลือผู้จัดหาสินค้าหรือลูกค้าของบริษัทในการลดต้นทุนหรือเพื่อเพิ่มต้นทุนของคู่แข่ง

2. กลยุทธ์ความแตกต่าง (Differentiation Strategy) การพัฒนาหนทางที่จะสร้างสินค้าหรือบริการของตนให้มีความแตกต่างไปจากคู่แข่งหรือลดความได้เปรียบเรื่องความแตกต่างของคู่แข่ง ทำให้บริษัทสามารถมุ่งความสนใจไปที่สินค้าหรือบริการของตนเพื่อให้เกิดความได้เปรียบในตลาด

3. กลยุทธ์นวัตกรรม (Innovation Strategy) การค้นหาหนทางใหม่ๆในการทำธุรกิจ สิ่งนี้อาจเกี่ยวเนื่องให้เกิดพัฒนาการของสินค้าและบริการ หรืออาจทำให้เกิดการบุกตลาดที่เป็นเอกเทศ (Unique Markets) หรือมีโอกาสที่ดีทางการตลาด (Market Niches) เกี่ยวเนื่องถึงการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อกระบวนการการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าหรือบริการ

4. กลยุทธ์ความเจริญเติบโต (Growth Strategy) คือ การขยายกำลังการผลิตสินค้าและบริการอย่างกว้างขวางขึ้น การขยายตลาดออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ การสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆที่หลากหลาย หรือการรวมสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกันเข้าด้วยกัน

5. กลยุทธ์สร้างพันธมิตร (Alliance Strategy) คือ การสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับพันธมิตรทางธุรกิจกับลูกค้า ผู้จัดหาสินค้า คู่แข่ง ที่ปรึกษา และบริษัทอื่นๆ ความเชื่อมโยงเหล่านี้อาจรวมถึงการรวมกิจการ การซื้อกิจการ การร่วมลงทุน การสร้าง “ บริษัทเสมือน” (Virtual Companies) หรือการทำการตลาด การผลิต หรือการทำข้อตกลงลำเลียงสินค้าระหว่างหน่วยธุรกิจกับหุ้นส่วนทางการค้า

- บทบาททางกลยุทธ์สำหรับระบบสารสนเทศ (Strategic Roles for Information Systems)
แนวคิดกลยุทธ์ของการแข่งขันสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับบทบาททางกลยุทธ์สำหรับระบบสารสนเทศได้อย่างไร หรือผู้จัดการสามารถส่งเสริมกลยุทธ์ทางการแข่งขันของบริษัทโดยใช้การลงทุนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology : IT) ได้อย่างไร คำถามเหล่านี้ สามารถตอบได้ในเชิงบทบาททางกลยุทธ์ที่สำคัญซึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศมีต่อบริษัท รูปที่ 12.4 สรุปเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศถูกนำไปใช้เพื่อสร้างกลยุทธ์ทางการแข่งขันได้อย่างไรบ้าง

สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่หมายถึงกลยุทธ์ทางการแข่งขันพื้นฐาน 5 อย่างเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหนทางอื่นที่บริษัทจะสามารถนำกลยุทธ์ทางระบบสารสนเทศมาใช้ให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขัน สำหรับรูปที่ 12.5 แสดงตัวอย่างของบริษัทหลายๆแห่งที่ได้ใช้กลวิธีทางระบบสารสนเทศ
การส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ (Promoting Business Innovation)

การลงทุนทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถให้ผลดีในการพัฒนาสินค้าและบริการหรือขั้นตอนการทำงานที่มีเอกภาพ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเสริมสร้างให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และทำให้บริษัทสามารถขยายตัวออกไปสู่ตลาดใหม่ หรือก้าวไปสู่ส่วนอื่นๆในตลาด

ตัวอย่าง : Citibank and ATMs จากการที่เป็นรายแรกที่ติดตั้งตู้ ATMs ซิตี้แบงค์และธนาคารใหญ่ๆอีกหลายแห่งเกิดความได้เปรียบทางกลยุทธ์เหนือคู่แข่ง ATMs ดึงดูดใจลูกค้าจากสถาบันการเงินอื่นๆ จากการตัดต้นทุนที่เกี่ยวกับการให้บริการและเพิ่มความสะดวกสบายในการให้บริการนั่นเอง ATM ยังเป็นตัวอย่างของการทำให้เกิดความแตกต่างในผลิตภัณฑ์ นับตั้งแต่ธนาคารให้บริการในรูปแบบใหม่ๆขึ้นมา ATM กระตุ้นให้ต้นทุนของการแข่งขันเพิ่มขึ้น ซึ่งผลักดันให้ธนาคารขนาดเล็กที่ไม่มีทุนในการลงทุนติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้มารวมกับธนาคารขนาดใหญ่กว่า ATM เป็นตัวแทนของรูปแบบการให้บริการทางธนาคารแบบใหม่ ที่น่าสนใจและสร้างความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า ดังนั้น เทคโนโลยีระบบสารสนเทศได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนากลยุทธ์กระบวนการการให้บริการแก่ธนาคาร

การควบคุมลูกค้าและผู้จัดหาสินค้า (Locking in Customers and Suppliers)

การลงทุนในเทคโนโลยีระบบสารสนเทศยังทำให้ธุรกิจสามารถควบคุมลูกค้าและผู้จัดหาสินค้า ให้มาทำธุรกิจด้วยกัน (และกันให้คู่แข่งอื่นๆออกไป) โดยการสร้างความสัมพันธ์ที่มีค่ากับลูกค้าและผู้จัดหาสินค้าเหล่านั้น มุ่งเน้นที่การปรับปรุงคุณภาพการให้บริการแก่ลูกค้าและผู้จัดหาสินค้า ในด้านการกระจายสินค้า การตลาด การขาย และกิจกรรมการให้บริการต่างๆ และทำให้ธุรกิจได้ก้าวไปสู่การใช้ประโยชน์แนวใหม่ของเทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น

ตัวอย่าง : Wal-Mart and Others Wal-Mart ได้สร้างเครือข่ายสื่อสารผ่านดาวเทียมที่เชื่อมโยงทุกร้านเข้าด้วยกัน เครือข่ายดังกล่าวถูกออกแบบให้ ผู้จัดการ ผู้จัดซื้อ และฝ่ายขาย ได้รับข้อมูลการขาย การส่งสินค้าทางทะเล คลังสินค้า และการบริการจัดการร้านค้าที่ทันสมัยอยู่เสมอ จากนั้น บริษัทก็เริ่มใช้ประโยชน์ของระบบสารสนเทศในการเสนอสินค้าและบริการที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้น เป็นการทำให้ตนเองแตกต่างไปจากคู่แข่งในได้ที่สุด

Wal-Mart เริ่มขยายเครือข่ายของตนไปสู่ลูกค้าและผู้จัดหาสินค้า เพื่อสร้างความสัมพันธ์แบบใหม่ที่จะช่วยให้ลูกค้าและผู้จัดหาสินค้าเหล่านั้นให้อยู่กับบริษัท สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดระบบสารสนเทศระหว่างองค์กร (Interorganizational Information Systems) ซึ่งอินเทอร์เน็ต เอ็กซ์ทราเน็ต และเครือข่ายอื่นๆเชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์ของธุรกิจเข้ากับลูกค้าและผู้จัดหาสินค้า ซึ่งให้ผลตอบแทนเป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนใหม่ๆทางธุรกิจ การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Interchange : EDI) เชื่อมต่อระหว่างหน่วยธุรกิจกับผู้จัดหาสินค้า การเชื่อมต่อที่แข็งแกร่งถูกสร้างขึ้นโดยระบบบริหารคลังสินค้าอัตโนมัติ อย่างเช่นที่ใช้กันระหว่าง Wal-Mart และ Procter&Gamble ในระบบดังกล่าว Procter&Gamble จะเติมสินค้าของตนให้แก่ Wal-Mart โดยอัตโนมัติ

การสร้างกลไกต้นทุนการเปลี่ยนแปลง (Creating Switching Costs )

สิ่งที่เน้นหนักในกลยุทธ์ทางระบบสารสนเทศ คือ การหาหนทางสร้างกลไกต้นทุนการเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับลูกค้าและผู้จัดหาสินค้า นั่นคือ การลงทุนทางด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอันทำให้ลูกค้าและผู้จัดหาสินค้า ต้องพึ่งพาระบบสารสนเทศแบบใหม่ที่เอื้อประโยชน์ทางข้อมูลระหว่างกันและกัน ดังนั้น หน่วยงานเหล่านั้น จะเกิดความลังเลใจที่จะเสียทั้งเวลา ค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมถึงความพยายามและความไม่สะดวกสบายในการเปลี่ยนไปอยู่กับบริษัทคู่แข่ง

ตัวอย่าง: SABRE และ APOLLO ที่รู้จักกันดีอีกตัวอย่างหนึ่ง คือ ระบบการสำรองที่นั่งด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เช่น ระบบ SABRE ของ AMR Corporation (American Airlines) และ ระบบ APOLLO ของ COVIA (United Airlines) ที่ใช้กับบริษัทตัวแทนการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ เมื่อตัวแทนการท่องเที่ยวได้ลงทุนติดตั้งระบบเชื่อมต่อระหว่างองค์กรที่มีมูลค่าสูงนี้แล้ว รวมถึงได้รับการฝึกสอนวิธีการใช้เรียบร้อยแล้ว ตัวแทนท่องเที่ยวเหล่านั้นก็จะลังเลที่จะเปลี่ยนไปใช้ระบบการสำรองที่นั่งระบบอื่น ดังนั้น สิ่งที่ดูเหมือนจะสะดวกสบายกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า จึงกลายมาเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้เกิดความได้เปรียบเหนือกว่าผู้แข่งขัน

การเพิ่มอุปสรรคของการเข้าสู่วงการ (Raising Barrier to Entry)

บริษัทสามารถสร้างอุปสรรคในการเข้าสู่วงการอุตสาหกรรมของตน โดยการลงทุนในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อปรับปรุงการทำงานหรือส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้บริษัทอื่นเกิดความท้อถอยหรือเกิดความล่าช้าที่จะเข้ามาเป็นคู่แข่งในวงการ

ตัวอย่าง : Merrill Lynch การบริหารจัดการบัญชีเงินสดของบริษัท Merrill Lynch เป็นตัวอย่างที่รู้จักกันดี บริษัทนี้กลายเป็นนายหน้าหลักทรัพย์รายแรกที่เสนอสินเชื่อ บัตรเครดิต และการลงทุนแบบอัตโนมัติในตลาดลงทุนในบัญชีเพียงบัญชีเดียว ซึ่งสิ่งนี้ทำได้โดยการลงทุนก้อนใหญ่ทางเทคโนโลยีสารสนเทศ พร้อมๆกับการร่วมเป็นพันธมิตรกับ BancOne การลงทุนดังกล่าวทำให้บริษัทมีความได้เปรียบทางการแข่งขันหลายปีก่อนที่คู่แข่งจะสามารถพัฒนาขีดความสามารถทาง IT และเสนอบริการที่คล้ายคลึงกันนี้ได้ ดังนั้น การลงทุนอย่างมหาศาลในด้านระบบข้อมูลทางคอมพิวเตอร์สามารถเพิ่มผลประโยชน์ให้แก่ผู้ลงทุนทั้งปัจจุบันและอนาคต

การยกระดับฐานงานเทคโนโลยีสารสนเทศเชิงกลยุทธ์ (Leveraging a Strategic IT Platform)

การลงทุนในเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้บริษัทสามารถสร้างกลยุทธ์รองรับฐานงานเทคโนโลยีสารสนเทศ (Strategic IT Platform) ซึ่งจะทำให้บริษัทมีโอกาสได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของการปฏิบัติงาน ความได้เปรียบดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่บริษัทลงทุนติดตั้งระบบข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ในขั้นสูงยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อ

ปรับปรุงประสิทธิภาพของขั้นตอนการทำธุรกิจของตน

ตัวอย่างที่รู้จักกันดี คือ การพัฒนาการให้บริการทางไกลของธนาคารโดยใช้เครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ (Automatic Teller Machines) ประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศทางธุรกิจด้านนี้เป็นพื้นฐานของการยกระดับความรู้ความชำนาญในเรื่องเครือข่ายการเชื่อมต่อของแต่ละสาขา

การพัฒนาฐานข้อมูลทางด้านกลยุทธ์( Developing a Strategic Information Base)

ระบบสารสนเทศทำให้บริษัทสามารถพัฒนาฐานข้อมูลทางด้านกลยุทธ์ ซึ่งจะเป็นแหล่งข้อมูลที่จะช่วยสนับสนุนกลยุทธ์การแข่งขันของบริษัท ข้อมูลในฐานข้อมูลของบริษัทนับเป็นสินทรัพย์ที่มีค่ายิ่งที่จะส่งเสริมการทำงานและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพของบริษัท อย่างไรก็ดี ข้อมูลที่เกี่ยวกับการทำงานของบริษัท ลูกค้าผู้จัดหาสินค้า และคู่แข่ง รวมทั้งข้อมูลทางเศรษฐกิจและประชากรศาสตร์ที่เก็บรักษาไว้ในคลังหรือโกดังข้อมูล (Data Warehouse) ในตลาดข้อมูล (Data Marts) และฐานข้อมูลอื่นๆของบริษัท ในตอนนี้ถูกมองว่าเป็นทรัพยากรทางกลยุทธ์ นั่นคือ ข้อมูลเหล่านี้ถูกใช้ประโยชน์ในการวางแผนกลยุทธ์ วางแผนการตลาด และการริเริ่มอื่นๆ เช่นเดียวกันกับ ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการทำงานที่ดี (Best Business Practices) และความรู้ทางธุรกิจอื่นๆที่เก็บไว้ในอินทราเน็ต ซึ่งก็คือ ฐานองค์ความรู้ทางกลยุทธ์ (Strategic Knowledge Base)

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจหลายแห่งกำลังใช้ขุมข้อมูลหรือเหมืองข้อมูล (Data Mining) และกระบวนการวิเคราะห์ออนไลน์ (Online Analytical Processing) เพื่อช่วยเหลือในการออกแบบการส่งเสริมทางการตลาด (Marketing Campaigns) เพื่อขายผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ให้แก่กลุ่มลูกค้า เช่น เมื่อคุณได้เป็นลูกค้าของบริษัทย่อยของ American Express คุณจะกลายเป็นเป้าหมายสำหรับการส่งเสริมทางการตลาดของบริษัทไปด้วย ซึ่งมาจากฐานข้อมูลทางกลยุทธ์ของ American Express อันเป็นหนทางที่บริษัทจะสามารถยกระดับการลงทุนทางการค้าขายทางอิเล็กทรอนิกส์ ขั้นตอนการทำธุรกิจ และรวมถึงระบบการบริหารลูกค้า โดยเชื่อมต่อฐานข้อมูลของบริษัทเข้ากับระบบการวางแผนกลยุทธ์และระบบการตลาด ด้วยกลยุทธ์นี้จะช่วยบริษัทให้สร้างแคมเปญการตลาดที่ดีสำหรับสินค้าและบริการใหม่ สร้างอุปสรรคสำหรับขัดขวางการเข้ามาของคู่แข่ง และช่วยให้พบหนทางในการเก็บรักษาลูกค้า และผู้จัดหาสินค้า






การทำลายอุปสรรคทางธุรกิจ ( Breaking Business Barriers)
รูปที่ 12.7 อธิบายขอบเขตความสามารถที่สำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งจะทำลายอุปสรรคต่างๆ และนำไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจ ความสามารถที่สำคัญ 2 ประการของเทคโนโลยีสารสนเทศที่เห็นเด่นชัด ข้อแรก คือ คอมพิวเตอร์และเครือข่ายการสื่อสารระยะไกลสามารถทำลายอุปสรรคทางด้านเวลา การสื่อสารระยะไกลเป็นรูปแบบการสื่อสารที่มีความเร็วมากกว่าการสื่อสารในรูปแบบอื่นๆ ข้อสอง คอมพิวเตอร์และเครือข่ายการสื่อสารระยะไกลสามารถทำลายอุปสรรคทางด้านระยะทาง เช่น อินเทอร์เน็ตสามารถทำให้การติดต่อสื่อสารกับผู้คนในเกือบทุกส่วนของโลกได้ราวกับว่าได้อยู่กับคนเหล่านั้นจริง

ความสามารถของเทคโนโลยีสารสนเทศอีก 2 ประการที่เห็นเด่นชัดนัก ข้อแรก คือ เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถทำลายอุปสรรคทางด้านต้นทุน บ่อยครั้งที่คอมพิวเตอร์และเครือข่ายการสื่อสารระยะไกลสามารถลดต้นทุนการทำงานได้อย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการประเมินผลข้อมูลและการติดต่อสื่อสารแบบอื่นๆ ข้อสอง เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถทำลายอุปสรรคทางด้านโครงสร้าง คอมพิวเตอร์และเครือข่ายการสื่อสารระยะไกลสามารถช่วยให้หน่วยธุรกิจพัฒนากลยุทธ์ทางความสัมพันธ์ โดยติดตั้งการเชื่อมต่อทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างบริษัทกับลูกค้า ผู้จัดหาสินค้า และองค์กรธุรกิจอื่นๆ

การทำลายอุปสรรคทางด้านเวลา (Breaking Time Barriers)
เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถลดระยะเวลาระหว่างขั้นตอนสำคัญขณะที่ติดต่อดำเนินธุรกิจได้อย่างไร การมุ่งความสนใจเกี่ยวกับการลดระยะเวลาและการทำงานที่รวดเร็วฉับไว จุดมุ่งหมาย คือ การทำให้ระยะเวลา

การตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าสั้นลง และลดการลงทุนด้านการเก็บกักสินค้าให้เหลือน้อยที่สุด

ผู้ผลิตที่ส่งสินค้าและบริการได้ในระยะเวลาที่รวดเร็วกว่าคู่แข่ง จะมีความได้เปรียบทางกลยุทธ์ การทำงานในเวลาอันรวดเร็ว หมายถึง ไม่มีความล่าช้าระหว่างการแยกแยะและการตอบสนองความต้องการ

ประโยชน์ที่สำคัญของการใช้งาน IT ในการทำงานหลักทำให้บริษัทก้าวไปสู่การทำงานใดๆ ที่ทันท่วงที (Just-in-time) อย่างเรื่องคลังสินค้า การขาย การกำหนดตารางหรือการรายงานผล การลดเวลาและการลดการเก็บกักสินค้า เป็นหนึ่งในสิ่งจำเป็นของการทำธุรกิจแนวใหม่

ความสำเร็จในเชิงกลยุทธ์ที่ยั่งยืน (Sustaining Strategic Success)

รูปที่ 12.34 อธิบายปัจจัยส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เกิดความสำเร็จ และคงความสามารถของระบบสารสนเทศในเชิงกลยุทธ์ไว้ การคงไว้ซึ่งความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเชิงกลยุทธ์อาศัยปัจจัย 3 ส่วนด้วยกัน
1. สภาพแวดล้อม (Environment) ปัจจัยที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม คือ โครงสร้างของอุตสาหกรรม เช่น สภาวะตลาดที่มีผู้ขายน้อย (Oligopolistic) หรือไม่ (หมายความว่า เป็นโครงสร้างปิดที่มีผู้ขายหลักๆ จำนวนไม่มากนักหรือเป็นโครงสร้างเปิดกว้างที่มีการแข่งขันเป็นแบ่งเป็นระดับ) กฎเกณฑ์ข้อบังคับทางการแข่งขันและสถานการณ์ที่มีลักษณะเฉพาะ ล้วนเป็นปัจจัยทางสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวกับสภาพการเมือง และกฎหมายบังคับต่างๆ ที่กำหนดในเรื่องการเปิดกว้างทางการแข่งขัน เช่น กฎหมายต่อต้านการผูกขาดทางธุรกิจ (Antitrust Laws) กฎหมายสิทธิบัตร (Patents) และ การแทรกแซงของรัฐบาล

2. ปัจจัยพื้นฐาน (Foundation Factors) ตำแหน่งเฉพาะในวงการอุตสาหกรรม (Unique Industry Position) โครงสร้างองค์กร พันธมิตร สินทรัพย์ ทรัพยากรทางเทคโนโลยี และทรัพยากรความรู้ ล้วนเป็นปัจจัยพื้นฐานที่เอื้อให้เกิดความได้เปรียบในตลาด หากบริษัทได้พัฒนาการใช้ประโยชน์จาก IT ในเชิงกลยุทธ์แล้ว บริษัทนั้นก็จะมีส่วนที่ช่วยให้เกิดชัยชนะ สำหรับความสำเร็จทางกลยุทธ์ในการทำงาน

3. การทำการบริหารและกลยุทธ์ (Management Actions and Strategies ) ไม่มีปัจจัยใดที่จะสามารถรับประกันความสำเร็จได้ หากผู้บริหารของบริษัทไม่พัฒนาและริเริ่มให้เกิดการกระทำและกลยุทธ์ที่นำไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งจะกำหนดรูปแบบว่าเทคโนโลยีสารสนเทศจะถูกนำไปประยุกต์ใช้จริงๆได้อย่างไรในตลาด ตัวอย่างเช่น 1) เข้าครอบครองตลาดก่อน โดยเป็นผู้เริ่มหรือมุ่งหน้าใช้ประโยชน์ของ IT ในทางธุรกิจก่อนผู้อื่น 2) สร้างกลวิธีทางราคาและอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง 3) บริหารจัดการความรู้และการเรียนรู้ขององค์กร 4) พัฒนากลยุทธ์เพื่อการตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้จัดหาสินค้าได้อย่างรวดเร็ว และยังสามารถก้าวทันความเคลื่อนไหวของคู่แข่ง และ 5) บริหารความเสี่ยงทางธุรกิจที่มีอยู่แล้วในการริเริ่มกลยุทธ์ทาง IT


ที่มา 
http://ariya420.blogspot.com/p/blog-page.html






วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2562

แบบทดสอบ บทที่ 7



แบบทดสอบ บทที่ 7 


https://forms.gle/RYrA1FtcZqbwNRqP8

ที่มา
http://ariya420.blogspot.com/p/blog-page_20.html

กรณีศึกษา บทที่ 7



กรณีศึกษา บทที่ 7

Office  Depot,Inc. มูลค่าทางธุรกิจของการประมวลผลการวิเคราะห์ออนไลน์

2. บริษัท  Office  Depot  ได้ผลจากการลงทุนสำหรับเทคโนโลยีสารสนเทศที่นำ OLAP  ไปใช้งานอย่างไร

      ตอบ บริษัท  Office  Depot เตรียมผู้จัดหาสินค้าที่มีการทำงานร่วมกันกับการเข้าถึงข้อมูลทางการตลาดในระบบอินทราเน็ตที่ใช้ Wired ของการเชื่อมโยงใน OLAP บริษัทพร้อมที่จะแบ่งส่วนในการทำงานของการขายร่วมกับผู้จัดหาสินค้าหลักอีกสอง2แหล่งทั้งหมดที่เป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ในการเปลี่ยนแปลงชุดการติดต่อธุรกิจภายใน



ที่มา
 http://benjawan254.blogspot.com/2018/02/7.html

แบบฝึกหัดบทที่ 7




แบบฝึกหัดบทที่ 7

1.อะไรคือความแตกต่างระหว่างความสามารถของผู้บริหารในการเรียกข้อมูลออกมาใช้ตามความต้องการของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ  และความสามารถจัดการเรื่องบริหารการตัดสินใจโดยใช้ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ
        ตอบ  เพื่อสนับสนุนการจัดการในระหว่างขั้นตอนตัดสินใจระบบสนับสนุนการตัดสินใจที่ใช้คือ
         รูปแบบจำลองในการวิเคราะห์
         ฐานข้อมูลเฉพาะ
         ผู้ที่ตัดสินใจหรือผู้ตัดสิน
         การติดต่อระหว่างกัน  ขั้นตอนการสร้างรูปแบบจำลองในระบบคอมพิวเตอร์เป็นสนับสนุนที่จัดทำขึ้นแบบกึ่งโครงสร้างและแบบไม่มีโครงสร้างจากผู้จัดการแต่ละคน

2.ระบบงานการขาย มีความก้าวหนักว่าแต่ก่อนมาก  เมื่อต้องการข้อมูลสำหรับการทำงานในองค์กร  เนื่องจากความต้องการเรื่องกลยุทธ์ เทคนิค  และการบริหารการตัดสินใจในธุรกิจเปลี่ยนไป ในกศึกษาอธิบายเหตุการณ์เปลี่ยนแปลง
        ตอบ  ปัจจุบันการดำเนินธุรกิจมีการแข่งขันค่อนข้างสูง  ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารจะต้องอาศัยชั้นเชิงในการบริหารที่เหนือกว่าคู่แข่ง  หรืออาศัยความว่องไวในการปรับตัวให้ทันต่อภาวะการแข่งขันที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

3.มีแนวทางไหนบ้าง  ที่นักศึกษาใช้โปรแกรมตารางคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ที่นำมาช่วยในการตัดสินใจ
       ตอบ การทำงานร่วมกันของระบบอินทราเน็ตกลายเป็นสิ่งเข้าอย่างรวดเร็ว  ที่ทำให้กล่าวได้ว่า  ระบบสารสนเทศของทุกๆคน ( Everyone s  Inforomation  System )  ซึ้งเป็นแหล่งข้อมูลสารสนเทศที่สำคัญ

4.ทำไมการใช้ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง จึงขยายไปยังระดับกลาง และขยายไปทั่วหมดทุกแผนกในองค์การ
       ตอบ บริหารระดับสูง กำหนดเป้าหมาย กลยุทธ์ นโยบายและการวางแผนภายในองค์กรและรวมของทิศทางด้านการเมือง  เศรษฐกิจ  และการแข่งขันทางธุรกิจ
         บริหารระดับกลาง กำหนอตารางงบประมาณและนโยบายขั้นตอนการทำงานและเป้าหมายทางธุรกิจสำหรับหน่วยย่อยภายในองค์กร  การจัดสรรแหล่งข้อมูลและตรวจดูการทำงานของหน่วยย่อยภายในองค์กร  ขั้นตอนการทำงานของทีมงาน  ทีมงานโครงการและกลุ่มทำงาน

5.ทำไมเครื่องคอมพิวเตอร์จึงสามารถคิดได้ อธิบายเหตุผล
       ตอบ คอมพิวเตอร์คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์อเนกประสงค์ที่ได้สร้างขึ้นเพื่อให้มนุษย์สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือ (tools) สำหรับเพิ่มปรสิทธิภาพในการทำงานด้านต่างๆๆ ให้ได้ตามต้องการของมนุษย์ เช่น ด้านการศึกษางานวิจัย วิทยาศาสตร์การแพทย์ ฯลฯ

6.การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในองค์กร  ส่วนไหนสำคัญที่สุด   บอกเหตุผลที่นักศึกษาเลือก
       ตอบ   ความเจริญก้าวหน้าของคอมพิวเตอร์เป็นไปในทุกด้าน ทั้งทางด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์การที่มีพัฒนาการเจริญก้าวหน้า จึงทำให้นักคอมพิวเตอร์ตั้งความหวังที่จะทำให้คอมพิวเตอร์มีความฉลาดและสามารถตัดสินใจเพื่อช่วยทำงานของมนุษย์ได้มากขึ้น โดยเฉพาะวิทยาการด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ซึ่งเชื่อกันว่าจะเป็นวิทยาการที่จะช่วยให้มนุษย์ใช้คอมพิวเตอร์แก้ปัญหาต่างๆ ที่สำคัญ เช่นการให้คอมพิวเตอร์เข้าใจภาษามนุษย์ รู้จักการใช้เหตุผล การเรียนรู้ ตลอดจนการสร้างหุ่นยนต์

7.การผสมผสานระหว่างระบบผู้เชี่ยวชาญและเครือเส้นประสาท  จะก้าวหน้าต่ออย่างไรไม่หยุดยั้ง นักศึกษาคาดหวังว่าจะเกิดเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยอย่างไรบ้าง
      ตอบ  ระบบผู้เชี่ยวชาญและเครือข่ายเส้นประสาท  ซึ่งสามารถร่วมกันทำงานภายในระบบที่มีการเตรียมการทำงานที่ดีที่สุดของเทคโนโลยี

8.อะไรคือขอบเขตจำกัด หรืออันตรายที่นักศึกษามองเห็น ในการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เช่น ระบบผู้เชี่ยวชาญ ความจริงเสมือน และตัวแทนสติปัญญา และอะไรที่จะลดขนาดของผลกระทบเหล่านี้ลงได้

      ตอบ  เป็นการจำลองเหตตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์  ความจริงเสมือนจิงเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ที่พยายามที่จะสร้างให้เป็นธรรมชาติ ดูเสมือนจริงมีความรู้สึกเหมือนมนุษย์ ที่อาศัยอุปกรณ์ป้อนข้อมูลและส่งข้อมูลที่มีหลากหลายทางความรู้สึก เช่น หูฟังกับเครื่องเล่นวีดีทัศน์ ถุงมือส่งข้อมูลและชุดเสื้อกางเกงกับตัวตรวจจับไฟเบอร์ออฟติคที่ติดไว้ตามร่างกายของคุณเวลาที่คุณเคลื่อนไหว



ที่มา
http://benjawan254.blogspot.com/2018/02/7.html

บทที่7ระบบสารสนเทศสำหรับสนับสนุนการตัดสินใจด้านการบริหาร



สรุป ระบบสารสนเทศสำหรับสนับสนุนการตัดสินใจด้านการบริหาร


สารสนเทศเพิ้อการจัดการและระบบสนับสนุนการตัดสินใจ  ( Management lnformation and Decision Support Systems ) 
                    ในบทที่แล้วได้เน้นในระบบสารสนเทศที่สามารถสนับสนุนการปฏิบัติงานทางธุรกิจ ในบทนี้จะศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมในการร่วมกัน โดยใช้ระบบสารสนเทศเพื่อจัดการสนับสนุนการตัดสินใจและบริหารระบบสารสนเทศ 
 - การจัดการด้านกลยุทธ์ (strategic management )
การจัดการด้านกลยุทธ์  คณะกรรมการการอำนวยการสมาชิกผู้บริหารและผู้บริหารระดับสูงกำหนดเป้าหมายกลยุทธ์นโยบายและการวางแผนในองค์การโดยพิจารณาจากกลยุทธ์ขององค์การและภาพรวมของทิศทางด้านการเมืองเศรษฐกิจและการแข่งขันทางธุรกิจ 
การจัดการด้านกลยุทธ์  ผู้จัดการหน่วยงานวางแผนระยะสั้นและระยะยาวกำหนดตารางเวลางบประมาณและนโยบายขั้นตอนการทำงานและเป้าหมายทางธุรกิจสำหรับหน่วยย่อยภายในองค์การการจัดสรรแหล่งข้อมูลและตรวจดูการทำงานของหน่วยย่อยภายในองค์การขั้นตอนการทำงานของทีมงานทีมงานโครงการและกลุ่มทำงาน 

- การจัดการกับการตัดสินใจ

                การจัดการ (Management) หมายถึง การบริหารอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วยกิจกรรมของกลุ่มบุคคลที่ร่วมมือกันดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนด โดยใช้กระบวนการ และทรัพยากรอย่างเหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุด

                กระบวนการจัดการประกอบด้วย การวางแผน การจัดองค์การ การสั่งการหรืออำนวยการ และการควบคุม ผู้บริหารต้องรู้จักเลือกและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้ได้สารสนเทศในรูปแบบที่ง่ายต่อความเข้าใจ และเป็นประโยชน์ต่อการบริหารและการตัดสินใจ

- ระดับของการจัดการ

      การจัดการระดับสูง (Upper-level Management) ผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้ที่กำหนดวิสัยทัศน์ นโยบาย เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ วางแผนกลยุทธ์ และแผนระยะยาวขององค์การ มีความต้องการสารสนเทศที่มีขอบเขตกว้างขวาง และสารสนเทศเกี่ยวกบแนวโน้มต่าง ๆ จากทั้งภายในและภายนอกองค์การ

      การจัดการระดับกลาง (Middle-level Management) ผู้บริหารระดับกลางมีหน้าที่วางแผนยุทธวิธี และประสานงานระหว่างผู้บริหารระดับสูง และบริหารงานระดับต้น เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น กำหนดโดยผู้บริหารระดับสูง ข้อสรุปและสารสนเทศต่าง ๆ ถูกรวบรวมมาทำการวิเคราะห์ และวางแนวทางในการดำเนินงาน

      การจัดการระดับต้น (Lower-level management) ผู้บริหารระดับต้น หรือหัวหน้างานมีหน้าที่ควบคุม ดูแลการปฏิบัติงานประจำวัน การทำงานมีรูปแบบที่แน่นอน ใกล้ชิดการผู้ปฏิบัติงาน การจัดการในระดับนี้ต้องอาศัยข้อมูลจากการดำเนินงานที่ละเอียดนำมาวิเคราะห์เพื่อสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติงาน ควบคุมให้สามารถดำเนินงานตามแผนระยะสั้นที่วางไว้

- การตัดสินใจ (Decision Making)

                ขั้นตอนที่นำไปสู่การปฏิบัติเข้ารวมอยู่ในกระบวนการตัดสินใจด้วย ขั้นตอนการตัดสินใจที่ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนการใช้ความคิดประกอบเหตุผล (Intelligence) เป็นขั้นตอนที่รับรู้และตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น รวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์ ตรวจสอบเพื่อแยกแยะ กำหนดรายละเอียดของปัญหา
การออกแบบ (Design) เป็นขั้นตอนการพัฒนา วิเคราะห์การปฏิบัติ รวมถึงการตรวจสอบ ประเมินทางเลือกในการแก้ปัญหา ใช้ตัวแบบเพื่อสร้างทางเลือกในการแก้ปัญหา ออกแบบทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด
การคัดเลือก (Choice) เลือกแนวทางที่เหมาะสมกับปัญหา สถานการณ์มากที่สุด ใช้เครื่องมือช่วยวิเคราะห์ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าเลือกแนวทางที่ดีที่สุด
การนำไปใช้ (Implementation) เป็นขั้นตอนที่นำผลการตัดสินใจไปปฏิบัติ ติดตามผลการปฏิบัติเพื่อตรวจสอบการดำเนินงาน หากมีข้อขัดข้องจะต้องปรับปรุงให้สอดคล้อง และเหมาะสมกับสถานการณ์
ระดับการตัดสินใจภายในองค์การ

การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (Strategic Decision Making) เป็นการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูง ที่ให้ความสนใจในอนาคต การตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงจะมีการเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถกำหนดขั้นตอนการตัดสินใจที่ชัดเจนไว้ล่วงหน้า เช่น การตัดสินใจการขยายกิจการ สารในเทศมีขอบเขตกว้าง มาจากแหล่งภายในและภายนอกองค์การ เช่น สารสนเทศเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย เป็นต้น
การตัดสินใจเชิงยุทธวิธี (Tactical Decision Making) เป็นการตัดสินใจของผู้บริหารระดับกลางเกี่ยวกับการจัดการดำเนินงานบรรลุตามเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ตามผู้บริการระดับสูงกำหนดไว้ การตัดสินในระดับนี้เกี่ยวข้องกับปัญหาลักษณะแบบกึ่งโครงสร้าง เช่น การจัดสรรงบประมาณ การกำหนดการผลิต เป็นต้น
การตัดสินใจเชิงปฏิบัติการ (Operational Decision Making) เป็นการตัดสินใจของผู้บริหารระดับปฏิบัติการ หรือหัวหน้างาน เกี่ยวข้องกับงานประจำ การปฏิบัติงานที่เกิดขึ้นเป็นกิจวัตรเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าสามารถปฏิบัติงานได้ตามแผนที่วางไว้อย่างสำเร็จ และมีประสิทธิภาพ การตัดสินใจเกี่ยวข้องกับปัญหาลักษณะแบบมีโครงสร้าง สามารถกำหนดไว้ล่วงหน้า ทำการตัดสินใจได้อัตโนมัติ เพราะเป็นปัญหาเรื่องซ้ำๆกัน เช่น การวางแผนเบิกจ่ายวัสดุ การมอบหมายงานให้พนักงาน สารสนเทศที่ใช้การตัดสินใจส่วนใหญ่เป็นสารสนเทศจากแหล่งข้อมูลภายในองค์การ
ประเภทการตัดสินใจ

การตัดสินใจแบบมีโครงสร้าง (Structured Decision) เป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาที่มีขั้นตอน กระบวนการในการแก้ปัญหาที่แน่ชัด สามารถกำหนดโครงสร้าง หรือกฎเกณฑ์ในการตัดสินใจ เช่น การตัดสินใจเกี่ยวกับการสั่งซื้อสินค้าคงคลัง
การตัดสินใจแบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Decision) เป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาที่สามารถกำหนดกระบวนการตัดสินใจล่วงหน้า เช่น การคัดเลือกผู้บริหารเข้าทำงาน การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่
การตัดสินใจแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Decision) เป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาที่สามารถระบุกระบวนการ หรือวิธีการตัดสินใจได้ล่วงหน้าในบางส่วน แต่ไม่มากพอที่จะนำไปสู่การตัดสินใจตามที่แนะนำได้อย่างแน่นอน ต้องใช้ประสบการณ์ของผู้ตัดสินใจ เช่น โมเดลทางคณิตศาสตร์ ทางสถิติ ทางการเงิน
ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ

                เทคโนโลยีและการสื่อสารมีผลกระทบต่อกระบวนการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารระดับสูงจึงเข้ามาเกี่ยวข้องและใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่สามารถช่วยองค์การแก้ปัญหาทางธุรกิจที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับองค์การ ระบบสารสนเทศอำนวยความสะดวกรวดเร็วในการทำงาน คือ ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ

- ความหมายของระบบสนับสนุนการตัดสินใจ

                ระบบ DSS คือ ระบบแบบโต้ตอบที่ใช้คอมพิวเตอร์โดยอาศัยความรู้ในรูปแบบต่าง ๆ ระบบได้รับการออกแบบให้ใช้งานง่าย และสะดวก มีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลได้ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารในปัญหาแบบกึ่งโครงสร้างและไม่มีโครงสร้าง

                ระบบ DSS ผู้บริหารสามารถทดสอบการเลือกในการตัดสินใจ โดยตั้งคำถามในลักษณะ "ถ้า…..แล้ว…." จะช่วยให้มีทางเลือกที่จะตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างหลากหลายทางเลือก

- ส่วนประกอบของระบบ DSS

      ส่วนจัดการข้อมูล (Data Management Subsystem) ประกอบด้วยฐานข้อมูล ระบบจัดการฐานข้อมูล ส่วนสอบถามข้อมูล สารบัญข้อมูล ส่วนการดึงข้อมูล และข้อมูลที่ได้รับจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งจากภายในและภายนอกองค์การ ระบบ DSS เชื่อมต่อการฐานข้อมูลขององค์การหรือคลังข้อมูล เพื่อดึงข้อมูลที่เกี่ยวกับการตัดสินใจมาใช้

      ส่วนจัดการโมเดล (Model Management Subsystem) ประกอบด้วยฐานแบบจำลอง ระบบฐานแบบจำลอง ภาษาแบบจำลอง สารบัญแบบจำลอง  และส่วนดำเนินการแบบจำลอง
ฐานแบบจำลอง จัดเก็บแบบจำลองที่มีความสามารถในการวิเคราะห์  มีระบบจัดการฐานแบบจำลอง เป็นซอฟต์แวร์ในการสร้าง และจัดการแบบจำลอง ระบบจัดการฐานแบบจำลองมีหน้าที่หลัก ดังนี้
–  สร้างแบบจำลองของระบบสนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างง่ายและรวดเร็ว
–  สามารถจัดเก็บและจัดการแบบจำลองชนิดต่างๆ
–  สามารถจัดกลุ่มและแสดงสารบัญของแบบจำลอง
–  สามารถติดตามการใช้แบบจำลองและข้อมูล
–  สามารถเชื่อมโยงแบบจำลองต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างเหมาะสมโดยผ่านทางฐานข้อมูล

การใช้แบบจำลอง หรือตัวช่วยแก้ปัญหาการตัดสินใจมีข้อดีที่ช่วยให้การศึกษาปัญหาต่าง ๆ ทำได้อย่างประหยัด  ตัวแบบยังช่วยให้สามารถทดลองแก้ปัญหาโดยยังไม่ต้องทำกับสภาพเป็นจริง แบบจำลองเพื่อการตัดสินใจมีหลายประเภท DSS ถูกสร้างขึ้นมา ประกอบด้วยแบบจำลองที่แตกต่างกัน แบบจำลองมีตัวอย่าง ดังนี้

- แบบจำลองทางสถิติ ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลแบบต่าง ๆ
-  แบบจำลองเพื่อหาจุดเหมาะสมที่สุด เป็นการหาค่าเหมาะสมที่สุดของตัวแปรตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น การหาผลตอบแทนที่สูงที่สุดโดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่ำสุด
- แบบจำลองสถานการณ์ เป็นตัวแบบคณิตศาสตร์ที่ใช้การสร้างชุดสมการเพื่อแทนสภาพของระบบที่ทำการศึกษาแล้วทำการทดลองจากตัวแบบเพื่อศึกษาสิ่งที่จะเกิดกับระบบ

      ส่วนจัดการโต้ตอบ (Dialogue Management Subsystem) เรียกว่า ส่วนการประสานผู้ใช้ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ใช้กับระบบ เพื่อให้ติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ใช้กับระบบเป็นไปด้วยความสะดวกและง่ายต่อการใช้งาน ผู้ใช้สามารถควบคุมข้อมูลนำเข้าและรูปแบบจำลองรวมอยู่ในการวิเคราะห์ได้ เช่น การใช้เมาส์ การใช้ระบบสัมผัสในการติดต่อกับระบบ

      ส่วนจัดการองค์ความรู้ (Knowledge-based Management Subsystem) ปัญหาแบบกึ่งโครงสร้างและไม่มีโครงสร้างหลายปัญหาที่มีความซับซ้อนมาก ต้องการความเชี่ยวชาญในการแก้ปัญหา  DSS ขั้นสูงมีส่วนที่เรียกว่าการจัดการองค์ความรู้เพิ่มมาเป็นส่วนประกอบอื่นของระบบ DSS ให้ทำงานดีขึ้น  ระบบ DSS มีส่วนจัดการองค์ความรู้ประกอบด้วย เรียกว่า

-  ระบบสนับสนุนการตัดสินใจชาญฉลาด (Intelligence DSS)

-    ระบบสนับสนุนการตัดสินใจและผู้เชี่ยวชาญอิงฐานความรู้ (DSS/ES)

-  ระบบสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญ (Expert Support System)

-  ระบบแอ็กทีฟ ดีเอสเอส (Active DSS)

-  ระบบสนับสนุนการตัดสินใจอิงฐานความรู้ (Knowledge-based DSS)

- ประเภทของระบบ DSS

      ระบบสนับสนุนการตัดสินใจที่ใช้รูปแบบเป็นหลัก (Model-driven DSS) เป็นระบบที่ใช้การจำลองสถานการณ์ และรูปแบบการวิเคราะห์ต่าง ๆ เช่น โมเดลทางการบัญชี ซึ่งสามารถวิเคราะห์ระบบขึ้นอยู่กับเครื่องมือซอฟต์แวร์

      ระบบสนับสนุนการตัดสินใจที่ใช้ข้อมูลเป็นหลัก (Data-driven DSS)  เป็นระบบที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถดึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากแหล่งต่าง ๆ เพื่อนำมาวิเคราะห์ เช่น ข้อมูลจากฐานข้อมูลองค์การ ซึ่งมีข้อมูลจำนวนมหาศาล ซึ่งอาจนำเอาระบบโอแลปมาใช้วิเคราะห์ข้อมูล

ลักษณะและความสามารถของระบบสนับสนุนการตัดสินใจ

1. สนับสนุนการตัดสินใจทั้งในสถานการณ์แบบกึ่งโครงสร้างและไม่มีโครงสร้าง นำสารสนเทศจากระบบมาประกอบการตัดสินใจ

2. สนับสนุนการทำงานของผู้บริหารได้หลายระดับ

3. สนับสนุนการตัดสินใจแบบเฉพาะบุคคลและแบบกลุ่มได้ เนื่องจากปัญหาแตกต่างกันต้องอาศัยการตัดสินใจจากหลายคนร่วมกัน

4. สนับสนุนการตัดสินปัญหาที่เกี่ยวพันซึ่งกัน และปัญหาแบบต่อเนื่อง

5. สนับสนุนทุกขั้นตอนของกระบวนการตัดสินใจ

6. สนับสนุนการตัดสินใจหลายรูปแบบ

7. สามารถปรับข้อมูลเพื่อจัดการกับเงื่อนไขต่าง ๆ มีความยืดหยุ่นสูง

8. สามารถใช้งานได้ง่าย

9. เพิ่มประสิทธิผลในการตัดสินใจ

10. ผู้ทำการตัดสินใจสามารถควบคุมทุกขั้นตอนในการตัดสินใจแก้ปัญหา

11.ผู้ใช้สามารถสร้างและปรับปรุงระบบ DSS ขนาดเล็กที่มีการทำงานงานแบบง่าย ๆ ได้ด้วยตนเอง

12.  มีการใช้แบบจำลองต่าง ๆ ช่วยในการวิเคราะห์สถานการณ์การตัดสินใจ

13. สามารถเข้าถึงข้อมูลจากหลายแหล่งได้ ทั้งภายในและภายนอกองค์การ

- ความแตกต่างระหว่างระบบ DSS และระบบสารสนเทศอื่น

                ระบบ DSS เป็นระบบสารสนเทศที่จัดทำให้ฝ่ายบริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิเคราะห์ขององค์การ เพื่อสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการค้นหาข้อมูล และสารสนเทศสำหรับการวางแผนและตัดสินใจที่เกี่ยวกับปัญหาแบบกึ่งโครงสร้างและไม่มีโครงสร้าง ต่างจากระบบ TPS และระบบ MIS โดยระบบ TPS มีการจัดการข้อมูลสำหรับงานประจำวัน ใช้ระบบที่สอดคล้องกับขั้นตอนการปฏิบัติการ สำหรับระบบ MIS ให้สารสนเทศควบคุม ตรวจสอบการปฏิบัติงาน และสรุปผลการดำเนินงาน ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจปัญหาแบบโครงสร้างได้

- ระบบสนับสนุนการตัดสินใจส่วนบุคคล

                เป็นระบบที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของแต่ละบุคคล เช่น ระบบสนับสนุนการตัดสินใจในการเลือกซื้อประกันรถยนต์โดยผู้ใช้สามารถเข้าไปในเว็บไซต์ของผู้ให้ประกัน และกรอกข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ระบบคำนวณเบี้ยประกันให้ตามที่ต้องการ

- ระบบสนับสนุนการตัดสินใจกลุ่ม (Group Decision Support System: GDSS)

                การตัดสินใจปัญหาบางส่วนในองค์กรอาจต้องอาศัยการตัดสินใจในรูปของคณะทำงาน  เนื่องจากปัญหานั้นมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย  การให้บุคคลเดียวตัดสินใจแก้ปัญหาอาจไม่รอบคอบและถูกต้อง จึงอาศัยการทำงานและการตัดสินใจของกลุ่มบุคคล

                ระบบสนับสนุนการตัดสินใจกลุ่ม GDSS เป็นระบบที่สนับสนุนการตัดสินใจประเภทหนึ่ง เป็นระบบแบบโต้ตอบที่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจร่วมกันของกลุ่มบุคคล ต้องอาศัยเทคโนโลยีด้านการสื่อสารเพื่อเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ของสมาชิกเข้าด้วยกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดเห็นภายในกลุ่มได้ เพราะสมาชิกในกลุ่มไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่เดียวกัน

- ส่วนประกอบของ GDSS
อุปกรณ์  ประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกในการประชุม เช่น การจัดห้องประชุม โต๊ะ เก้าอี้ อุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ อยู่ในลักษณะที่เกื้อหนุนการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม
ชุดคำสั่ง (Software) เป็นชุดคำสั่งสำหรับกลุ่มที่ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล สร้างทางเลือก ประกอบด้วย แบบสอบถามอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือช่วยกำหนดนโยบาย รวมถึงซอฟต์แวร์เครือข่าย
ฐานแบบจำลองของระบบ GDSS (Model Base) ประกอบด้วยแบบจำลองเช่นเดียวกับระบบ DSS ส่วนบุคคล เช่น แบบจำลองเชิงปริมาณ แบบจำลองทางการเงิน เป็นต้น
บุคลากร (People) ประกอบด้วยสมาชิกในกลุ่มและผู้สนับสนุนด้านต่าง ๆ
ประโยชน์ของ GDSS ช่วยส่งเสริมการทำงานเป็นกลุ่ม ดังนี้
- ช่วยเตรียมความพร้อมในการประชุม
อำนวยความสะดวกด้านการสื่อสารระหว่างสมาชิกกลุ่ม
ส่งเสริมและสร้างบรรยากาศในการร่วมมือกันระหว่างสมาชิก
จัดเตรียมข้อมูลและสารสนเทศที่เหมาะสมในการประชุม
ช่วยจัดลำดับความสำคัญของปัญหา
อำนวยความสะดวกในการจัดทำเอกสารประกอบการประชุม
ช่วยประหยัดเวลาในการประชุม สามารถลดจำนวนครั้งของการประชุมได้




ที่มา

วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2562

แบบทดสอบบทที่6



แบบทดสอบบทที่6 


https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSddw52fiOW8qgebiSpuLOyHZVq1qwvG5364XcHYaaBNAYCKYA/viewform?usp=sf_link



ที่มา https://sites.google.com/a/npu.ac.th/rabb-sarsnthes-pheux-kar-cadkar/baeb-thdsxb-hnwy-9

กรณีศึกษา บทที่6


กรณีศึกษา

ระบบการมองเห็นด้วยเครื่องจักรโรงงานการผลิต (Gulf States Paper Corporation :Machine Vison Systems in Manufacturing)

1.ระบบการมองเห็นด้วยเครื่องจักร สามารถช่วยให้เกิดผลกำไรสูงขึ้น และปรับปรุงคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ได้อย่างไร
   ตอบ ในโรงเลื่อยแถบตอนใต้ระบบการมองเห็นด้วยเครื่องเลเซอร์ (Laser Vision Systems)จะวัดขนาดของไม้ซุงและคำนวณการเลื่อยไม้ซุงนั้นให้ได้ผลกำไรคุ้มค่าที่สุดภายใต้สภาพตลาดปัจจุบัน
เพื่อให้ได้มาตรฐานเครื่องเลเซอร์ที่โรงงานผลิตรถยนต์ Mercedes-Benz .oU.S.ได้กำหนดการวัดขนาดไว้หลายประการเพื่อใช้กับตัวถังรถยนต์ที่ผลิตขึ้นใหม่
เครื่องส่องขยายกำลังสูง ใช้ตรวจสอบสิ่งที่มีขนาดเล็กเกินกว่าที่มนุษย์จะเห็นได้ อย่างเช่น การตรวจหาสิ่งปนเปื้อนที่มีขนาดเล็กจิ๋วในโรงงานผลิตอุปกรณ์กึ่งตัวนำ ( Semiconductor)


แบบฝึกหัดบทที่ 6



แบบฝึกหัดบทที่ 6



1. ทำไมแนวโน้มของระบบสารสนเทศ จึงมีการนำไปสนับสนุนงานธุรกิจหลายด้าน
   ตอบ เพื่อแก้ปัญหาและสร้างโอกาสในธุรกิจและผู้ใช้ต้องมีความเข้าใจพื้นฐานระบบสารสนเทศ สามารถสนองความต้องการการใช้งานด้านธุรกิจได้

2. ทำไมระบบการตลาดปัจจุบัน จึงเปลี่ยนมาเป็นการใช้งานบนอินเทอร์เน็ต จงอธิบาย
   ตอบ การตลาดทำหน้าที่สำคัญในการจัดการธุรกิจการค้า องค์ธุรกิจจะต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานด้านการตลาดที่สำคัญในอันที่จะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

3. จงยกตัวอย่างของบริษัทที่นำระบบสารสนเทศเข้าไปช่วยทางธุรกิจ
   ตอบ บริษัท Gulf States Paper Corporation

4. ระบบการขายในสำนักงานอัตโนมัติ มีผลกระทบต่อพนักงานขาย พนักงานฝ่ายบริหารการตลาด และฝ่ายจัดทำเรื่องการแข่งขันอย่างไร
   ตอบ การเพิ่มจำนวนขึ้นของคอมพิวเตอร์และเครือข่ายทำให้เกิดปัจจัยพื้นฐานสำหรับแรงขับเคลื่อนการขายอัตโนมัติ ในหลายๆบริษัท ใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก เว็บบราวเซอร์และซอฟแวร์ด้านการจัดการติดต่อการขายเป็นเครื่องมือที่จะเชื่อมต่อกับเว็บไซท์การตลาดบนอินเทอร์เน็ต เอ็กซ์ทราเน็ตและอินทราเน็ตของบริษัท

5. ระบบอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต และเอ็กซ์ทราเน็ต สามารถนำมาช่วยในการทำงานร่วมกันในกระบวนการผลิตได้อย่างไร
   ตอบ กระบวนการผลิตเหมือนกับคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยงานวิศวกรรมและการออกแบบ การควบคุมการผลิต ตารางการผลิต และการบริหารด้านการจัดหาที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการความร่วมมือ การเพิ่มในเรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต และเอ็กซ์ทราเน็ตและเครือข่ายอื่นๆเพื่อเชื่อโยงกับสถานีงาน

6. ระบบอินเทอร์เน็ตและอินทราเน็ต ช่วยสนับสนุนด้านการการจัดการเรื่องทรัพยากรมนุษย์ได้อย่างไร ยกตัวอย่างมาอย่างละ 3 ตัวอย่าง
   ตอบ - อินเทอร์เน็ต เช่น ระบบออนไลน์ของ HRM ได้เกี่ยวข้องกับการจัดหาลูกจ้างผ่านเว็บไซท์ของแผนกจัดหาลูกจ้างของบริษัท ใช้บริการและฐานข้อมูลของบริษัทจัดหางานบนเว็บ การประกาศผ่านกลุ่มข่าวบนอินเทอร์เน็ตและสื่อสารกับผู้สมัครงานผ่านไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ - อินทราเน็ต เช่น การให้บริการตัวเองของลูกจ้างจะช่วยให้พนักงานได้เห็นรายงานด้านผลประโยชน์และค่าใช้จ่าย ข้อมูลด้านการจ้างงานและเงินเดือน สามารถเข้าถึงและปรับปรุงสารสนเทศส่วนบุคคลให้เป็นปัจจุบัน

7. เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ด้านการบัญชี และการเงินอย่างไร อธิบาย
   ตอบ -ระบบคอมพิวเตอร์ด้านการบัญชีจะทำการบันทึกและรายงานการไหลเวียนของเงินทุนภายในองค์กรในเรื่องที่สำคัญในอดีตและผลิตรายการด้านการเงิน ส่วนระบบสารสนเทศด้านการเงิน สนับสนุนผู้จัดการฝ่ายการเงินในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการเงินของบริษัท เป็นต้น

8. ถ้านักศึกษาเป็นเจ้าของธุรกิจ เป็นผู้บริหารหรือเป็นผู้ประกอบการทางธุรกิจเอง นักศึกษาคิดที่จะนำเอาระบบสาระสนเทศมาใช้หรือไม่ เพราะเหตุใด จงให้เหตุผล
    ตอบ ใช้ เพราะระบบสารสนเทศสามารถที่จะช่วยให้ธุรกิจของเราไปอย่างได้ง่ายขึ้น สะดวกในการบริหารงานมากขึ้น ยิ่งในเรื่องของระบบสารสนเทศด้านบัญชีที่ช่วยในเรื่องของระบบบัญชีออนไลน์ที่ช่วยในเรื่องของกระบวนการสั่งซื้อ การควบคุมสินค้าคงคลัง เป็นต้น
                                                                                         




ที่มา 




บทที่ 6 ระบบสารสนเทศสำหรับการปฏิบัติงานทางธุรกิจ


สรุประบบสารสนเทศสำหรับการปฏิบัติงานทางธุรกิจ






ระบบสารสนเทศทางธุรกิจ (Business Information System) เป็นระบบสารสนเทศที่ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อสนับสนุนให้การดำเนินงานของธุรกิจให้ดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยถูกออกแบบและพัฒนาให้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ทางธุรกิจ ตลอดจนช่วยส่งเสริมให้ทั้งองค์การสามารถประสานงานและใช้ข้อมูลร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในระดับปฏิบัติงาน
และระดับบริหาร โดยสามารถจำแนกระบบสารสนเทศตามหน้าที่ทางธุรกิจ ตามหน้าที่ดังต่อไปนี้


ระบบสารสนเทศด้านการบัญชี (Accounting Information System)

เรียกว่า AIS จะเป็นระบบที่รวบรวม จัดระบบ และนำเสนอสารสนเทศทางการบัญชีที่ช่วยในการตัดสินใจแก่ผู้ใช้สารสนเทศทั้งภายในและภายนอกองค์การ โดยระบบสารสนเทศทางบัญชีจะให้ความสำคัญกับสารสนเทศที่สามารถวัดค่าได้ หรือการประมวลผลเชิงปริมาณมากว่าการแก้ปัญหาเชิงคุณภาพ ระบบสารสนเทศทางด้านการบัญชีจะประกอบด้วย 2 ส่วนคือ


1. ระบบบัญชีทางการเงิน (Financial Accounting System)
จะเป็นการบันทึกรายการค้าที่เกิดขึ้นในรูปตัวเงิน จัดหมวดหมู่รายการต่าง ๆ สรุปผลและตีความหมายในงบการเงิน ได้แก่ งบกำไรขาดทุน งบดุล และงบกระแสเงินสด โดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ นำเสนอสารสนเทศแก้ผู้ใช้และผู้ที่สนในข้อมูลทางการเงินขององค์การ เช่น นักลงทุน และเจ้าหนี้

2. ระบบบัญชีผู้บริหาร (Managerial Accounting System)
เป็นการนำเสนอข้อมูลทางการเงินแก่ผู้บริหาร เพื่อใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจ ระบบบัญชีจะประกอบด้วย บัญชีต้นทุน การงบประมาณ และการศึกษาระบบ

3. ระบบสารสนเทศด้านการเงิน (Financial Information System)
ระบบสารสนเทศด้านการเงิน จะเกี่ยวกับสภาพคล่อง (Liquidity) ในการดำเนินงาน เกี่ยวข้องกับการจัดการเงินสดหมุนเวียน ถ้าธุรกิจขาดเงินทุนอาจก่อให้เกิดปัญหาขึ้นทั้งโดยตรงและอ้อม โดยที่การจัดการทางการเงินจะมีหน้าที่สำคัญ 3 ประการ ดังนี้ 
1. การพยากรณ์ (Forecast)
คือการศึกษาวิเคราะห์ การคาดการณ์ การกำหนดทางเลือก และการวางแผนทางด้านการเงินของธุรกิจ เพื่อใช้ทรัพยากรทางการเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยนักการเงินสามารถใช้หลักการทางสถิติและแบบจำลองทางคณิตศาสตร์มาประยุกต์ การพยากรณ์ทางการเงินจะอาศัยข้อมูลทั้งภายในและภายนอกองค์การ ตลอดจนประสบการณ์ของผู้บริหารในการตัดสินใจ
2. การจัดการด้านการเงิน (Financial Management)
คือการบริหารเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น รายรับและรายจ่าย การหาแหล่งเงินทุนจากภายนอก เพื่อที่จะเพิ่มทุนขององค์การ โดยวิธีทางการเงิน เช่น การกู้ยืม การออกหุ้น หรือตราสารทางการเงิน
3. การควบคุมทางการเงิน (Financial Control)
เป็นการติดตามผล ตรวจสอบ และประเมินความเหมาะสมในการดำเนินงานว่าเป็นไปตามแผนที่กำหนดหรือไม่ ตลอดจนวางแนวทางแก้ไขหรือปรับปรุงให้การดำเนินงานทางการเงินของธุรกิจมีประสิทธิภาพ โดยที่การตรวจสอบและการควบคุมทางการเงินของธุรกิจจะจำแนกได้ 2 ประเภท คือ
   3.1 การควบคุมภายใน (Internal Control)
   3.2 การควบคุมภายนอก (External Control)
4. ระบบสารสนเทศด้านการตลาด (Marketing Information System)
ระบบสารสนเทศทางการตลาด จะประกอบด้วยระบบหน่อย ซึ่งแบ่งตามหน้าที่รับผิดชอบดังนี้
1. ระบบสารสนเทศสำหรับการขาย จะประกอบด้วย
   1.1 ระบบสารสนเทศสำหรับสนับสนุนการขาย จะรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของฝ่ายข่าย เพื่อให้การขายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลที่ระบบต้องการอาจะเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่จะทำการขาย รูปแบบ ราคา และการโฆษณาต่าง ๆ
   1.2 ระบบสารสนเทศสำหรับวิเคราะห์การขาย จะรวบรวมสารสนเทศในเรื่องของกำไรหรือขาดทุนของผลิตภัณฑ์ ความสามารถของพนักงานขาย ยอดขายของแต่ละเขตการขาย รวมทั้งแนวโน้มการเติมโตของสินค้า
   1.3 ระบบสารสนเทศสำหรับการวิเคราะห์ลูกค้า จะช่วยในการวิเคราะห์ลูกค้าเพื่อให้ทราบถึงรูปแบบของการซื้อและประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ เพื่อธุรกิจจะสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
2. ระบบสารสนเทศสำหรับการวิจัยตลาด จะประกอบด้วย
   2.1 ระบบสารสนเทศสำหรับการวิจัยลูกค้า การวิจัยลูกค้าจะต่างกับการวิเคราะห์ลูกค้าตรงที่ว่าการวิจัยลูกค้าจะมีขอบเขตของการใช้สารสนเทสกว้างกว่าการวิเคราะห์ลูกค้า โดยการวิจัยลูกค้าจะต้องทราบสารสนเทศที่เกี่ยวกับลูกค้าในด้านสถานะทางการเงิน การดำเนินธุรกิจ ความพอใจ รสนิยม และพฤติกรรมการบริโภค
   2.2 ระบบสารสนเทศสำหรับการวิจัยตลาด การวิจัยตลาดจะให้ความสำคัญกับการหา
ขนาดของตลาดของแต่ละผลิตภัณฑ์ที่จะนำออกจำหน่วย ซึ่งอาจจะครอบคลุมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว สารสนเทศที่จำเป็นที่ต้องการของการวิจัยตลาดคือ สภาวะและแนวโน้มทางเศรษฐกิจ ยอดขายในอดีตของอุตสาหกรรมหรือผลิตภัณฑ์ชนิดเดี่ยวกันในตลาด รวมทั้งภาวะการแข่งขันของผลิตภัณฑ์
3. ระบบสารสนเทศสำหรับการส่งเสริมการขาย
เป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับแผนงานทางด้านการโฆษณาและส่งเสริมการขาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการขาย เพิ่มยอดขายสินค้าและเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้สูงขึ้น สารสนเทศที่ต้องการคือ ยอดขายของสินค้าทุกชนิดในบริษัท เพื่อให้รู้ว่าสินค้าตัวใดต้องทำการวางแผนการส่งเสริมการขายอย่างไร
4. ระบบสารสนเทศสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการ
เป็นระบบที่วิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ของผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ลักษณะและความต้องการของลูกค้าที่มีต่อผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ต้องการของลูกค้าแต่ยังไม่มีตลาด สารสนเทศที่ต้องการคือ ยอดขายของผลิตภัณฑ์ประเภทเดี่ยวกันในอดีต
5. ระบบสารสนเทศสำหรับการพยากรณ์การขาย
เป็นระบบที่ใช้ในการวางแผนการขาย แผนการทำไรจากสินค้าหรือบริการในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของบริษัท ซึ่งจะส่งผลไปถึงการวางแผนการผลิต การวางกำลังคน และงบประมารที่จะใช้เกี่ยวกับการขาย โดยสารสนเทศที่ต้องการคือ ยอดขายในอดีต สถานะของคู่แข่งขัน สภาวะการณ์ของตลาด และแผนการโฆษณา
6. ระบบสารสนเทศสำหรับการวางแผนกำไร
เป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับการวางแผนกำไรทั้งในระยะสั้นและระยะยาวของธุรกิจ โดยสารสนเทศต้องการคือ สารสนเทศจากการวิจัยตลาด ยอดขายในอดีต สารสนเทศของคู่แข่งขัน การพยากรณ์การขาย และการโฆษณา
7. ระบบสารสนเทศสำหรับการกำหนดราคา
การกำหนดราคาทางการตลาด จะต้องคำนึงถึง ความต้องการของลูกค้า คู่แข่งขัน กำลังซื้อของลูกค้า โดยปกติแล้วราคาสินค้าจะตั้งราคาจากต้นทุนรวมกับร้อยละของกำไรที่ต้องการ สารสนเทศที่ต้องการคือ ตัวเลขกำไรของผลิตภัณฑ์ในอดีต เพื่อทำการปรับปรุงให้ได้สัดส่วนของกำไรที่ต้องการ
8. ระบบสารสนเทศสำหรับการควบคุมค่าใช้จ่าย
การควบคุมค่าใช้จ่าย สามารถควบคุมได้โดยดูจากรายงานของผลการทำกำไรกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงหรือสาเหตุของการคลาดเคลื่อนของค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการขายรวมถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น เงินเดือน ค่าโฆษณา ค่าส่วนแบ่งการขาย
5. ระบบสารสนเทศด้านการผลิตและการดำเนินงาน (Production and Operations Information System)
ระบบสารสนเทศด้านการผลิตและการดำเนินงาน จะมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ ผู้ผลิตสามารถพยากรณ์ปริมาณของผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า โดยไม่ให้มีจำนวนมากหรือน้อยจนเกินไปตลอดจนควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นที่ต้องการของลูกค้า โดยมีต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม
6. ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล (Human Resource Information System)
หรือที่เรียกว่า HRIS หรือระบบสารสนเทศสำหรับบริหารงานบุคคล (Personnel
Information System) หรือ PIS เป็นระบบสารสนเทศที่ถูกพัฒนาให้สนับสนุนการดำเนินงานด้านทรัพยากรบุคคล ตั้งแต่การวางแผนการจ้างงาน การพัฒนาและการฝึกอบรม ค่าจ้างเงินเดือน การดำเนินงานการทางวินัย ช่วยให้การบริหารทรัพยากรบุคคลเกดประสิทธิภาพ โดยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรบุคคลจะมีดังนี้
1. ข้อมูลตัวบุคลากร เป็นข้อมูลของสมาชิกแต่ละคนขององค์การ ซึ่งประกอบ ด้วยประวัติ เงินเดือน และสวัสดิการ
2. ผังองค์การ แสดงโครงสร้างองค์การ การจัดหน่วยงาน และแผนกำลังคน ซึ่งแสดงทั้งปริมาณและการจัดสรรทรัพยากรบุคคล

3. ข้อมูลจากภายนอก ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลมิใช่ระบบปิด ที่ควบคุมและดูแลสมาชิกภายในองค์การเท่านั้น แต่จะเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งต้องการข้อมูลจากภายนอกองค์การ เช่น การสำรวจเงินเดือน อัตราการว่างงาน ฯลฯ


ปฏิบัติงานทางธุรกิจ 

การดำเนินการขององค์กรจะเกี่ยวกับการส่งผ่าน การจัดเก็บ และการประมวลผลข้อมูลปริมาณในปริมาณมาก ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพต้องสามารถใช้และจัดเก็บข้อมูลที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยสามารถสนองความต้องการของปัญหาอย่างรวดเร็วและสอดคล้องกับสถานการณ์องค์กร จึงต้องการระบบสารสทเทศที่ช่วยสนับสนุนให้การดำเนินงานในแต่ละวันราบรื่นและมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการจัดการข้อมูลช่วยให้การพัฒนาระบบปฏิบัติการทางธุรกิจ หรือ TPS เป็นรูปธรรมและช่วยการทำงานประจำวันทางธุรกิจ โดยที่ TPS มีหน้าที่หลักอยู่ 3 ประการ ต่อไปนี้
1. การบัญชี (Bookeeping) ทำหน้าที่ในการเก็บบันทึกการปฏิบัติงานหรือเหตุการณ์ทางการบัญชีที่เกิดขึ้นในแต่ละวันขององค์กร โดยการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้นมักจะเกี่ยวกับบุคคล 2 กลุ่ม คือ ลูกค้า (Customer) และผู้ขายวัตถุดิบ (Supplier) โดยที่องค์กรต้องมีการลงบันทึกรายการขายสินค้าในแต่ละวันและบันทึกรายการซื้อสินค้ามาเข้าร้าน เป็นต้น
2. การออกเอกสาร (Document Issuance) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการออกเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในแต่ละวันขององค์กร เช่น การออกใบรับส่งสินค้า (Invoice) การออกเช็ค ใบเสร็จรับเงิน หรือใบสั่งซื้อสินค้าอื่น ๆ เป็นต้น
3. การทำรายงานควบคุม (Control Reporting) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการออกเอกสารต่าง ๆ ที่มีผลจากการดำเนินงานขององค์กร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบและควบคุมการดำเนินงานขององค์กร เช่น การออกเช็คเงินเดือนพนักงานแต่ละคน ซึ่งก็จะสามารถทำการตรวจสอบความถูกต้องของจำนวนเงินที่จ่ายออกไป หรือการรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เป็นต้น จึงเห็นได้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อการประกอบธุรกิจ ปัจจุบันระบบธุรกิจได้ถูกจัดรูปแบบให้เป็นมาตรฐานมากขึ้น เพื่อจะสามารถเชื่อมต่อ และใช้ข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงาน และผู้เกี่ยวข้องภายนอก เช่น ระบบบัญชี และระบบภาษีที่ธุรกิจต้องเสียให้แก่กรมสรรพากรและหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ หรือระบบการสั่งซื้อสินค้าผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงระหว่างธุรกิจระหว่างธุรกิจที่เชื่อมโยงระหว่างธุรกิจกับผู้ขายวัตถุดิบ หรือธุรกิจกับลูกค้า เป็นต้น









แบบทดสอบบทที่ 8

แบบทดสอบบทที่ 8   https://forms.gle/C4qPsHC3Sw1bh9bt7 ที่มา http://ariya420.blogspot.com/p/blog-page_20.html